'อมตะ อาร์ต อวอร์ด' ครั้งที่ ๒
(๑๐ มี.ค. ๒๕๔๙)

 

 

       วันพุธที่ ๘ มีนาคม ๒๔๔๙ ผมเดินทางไปพบเพื่อนตามนัด ที่หอศิลป์แห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้า เพื่อไปชมงานเปิดนิทรรศการประกวดศิลปกรรมแห่งปี 'อมตะ อาร์ต อวอร์ด' ครั้งที่ ๒ จัดโดยมูลนิธิอมตะ ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี แต่กว่าจะฝ่าดงการจราจรใน กทม. ไปได้ พอถึงสถานที่ ก็ล่วงเลยเวลาเปิดนิทรรศการไปแล้ว แต่ผู้คนในงานก็ยังคงคึกคักอยู่ ศิลปินน้อยใหญ่ต่างเดินกันขวักไขว่ ในงานมีการเสวนาวิชาการ โดยเหล่าอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการออกร้านขายหนังสือศิลปะลดราคา ดึงดูดความสนใจของผู้ชมงานได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากผลงานศิลปะที่เป็นพระเอกของงานแล้ว
       ผลงานศิลปกรรมที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ มีทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม สามารถเดินชมกันได้เพลินๆ ผลงานหลายชิ้นที่ไม่ได้รับรางวัล แต่ก็มีคุณภาพดีน่าชมเชย งานแต่ละชิ้นล้วนมีขนาดใหญ่เบ้งๆ แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะของเหล่าจิตรกร และประติมากร ที่มีความเพียรสร้างงาน เพื่อส่งเข้าประกวดในครั้งนี้
 
     

 

 



รางวัลที่ ๓ สาขาจิตรกรรม      ชื่อผลงาน : หญ้าอ่อนในเครื่องแบบ
ศิลปิน : นายสุรเดช วัฒนาประดิษฐ์ชัย
เทคนิค : สีอะคริลิค              ขนาด : ๔๑ x ๑๑๐ x ๒๓๕ ซม.
แนวความคิด : ปฐมบทแห่งบัญญา เริ่มต้นที่ครอบครัว
 
     

 

 

       งานที่ผมดูแล้วสะดุด ไม่ใช่งานที่ได้รับรางวัลที่หนึ่ง แต่เป็นงานชิ้นที่ได้รับรางวัลรองๆ ลงมา อย่างผลงานชื่อ 'หญ้าอ่อนในเครื่องแบบ' ของสุรเดช วัฒนาประดิษฐ์ชัย เป็นผลงานสะท้อนสังคมเหลวแหลก ที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เป็นผู้กระทำ การมัวเมาในอบายมุขต่างๆ โดยมีกลุ่มเด็กเป็นผู้รับรู้และถูกกระทำ ภาพวาดเด็กๆ ที่นั่งมองอยู่ ล้วนเป็นเด็กนักเรียนหญิงในเครื่องแบบ นั่งก้มหน้าเอามือปิดตากันหมด ผลงานชิ้นนี้มีความโดดเด่น ที่จิตรกรแสดงออกให้เห็นเป็นมิติ เหมือนเราดูหนังที่ฉายให้ดูเป็นชั้นๆ ซึ่งมีทั้งหมดด้วยกัน ๓ ชั้น แต่ละชั้นมีรูปวาดประดับทั้งหมด วาดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เรียกได้ว่าวาดโดยรอบทีเดียว ไม่ปล่อยให้มีที่ว่างเลยสักนิด แต่พื้นที่ด้านล่างที่เป็นสีดำ กลับมีชุดนักเรียนหญิงมอมๆ วางกองกระจายอยู่เป็นจุดๆ เห็นความพยายามในการแสดงออกทางความคิดของสุรเดชแล้ว ผมรู้สึกประทับใจจริงๆ

       งานที่ผมชอบมากๆ อีกชิ้นเป็นของ อัฐพร นิมมาลัยแก้ว ชื่อผลงาน 'ร่างกายและความทรงจำ (แม่)' งานชิ้นนี้คุณต้องไปดูเอง เพราะอธิบายยาก ด้วยคำพูด เพราะอัฐพรนำเสนอในรูปแบบจิตรกรรม ๓ มิติ ผมไม่รู้ว่าอัฐพร
 
     

 

 



รางวัลที่ ๓ สาขาจิตรกรรม
ชื่อผลงาน : ร่างกายและความทรงจำ (แม่)
ศิลปิน : นายอัฐพร นิมมาลัยแก้ว
เทคนิค : จิตรกรรมผสม
ขนาด : ๑๔๐ x ๒๐๐ ซม.
แนวความคิด :
ร่างกายของแม่ กำลังร่วงโรยไปอย่างช้าๆ ไม่มีวันย้อนกลับมาได้ คงเหลือไว้เพียง ความทรงจำเท่านั้น


รางวัลที่ ๓ สาขาประติมากรรม
ชื่อผลงาน : แม่หญิง...โอเว่อร์
ศิลปิน : นายสุทธิศักดิ์ ภูธรารักษ์
เทคนิค : แกะสลักไม้, เรซิ่น, ระบายสี, ประดับกระจกสี และเหล็ก
ขนาด : ๒๑๐ x ๑๑๐ x ๑๖๘ ซม.
แนวความคิด : ข้าพเจ้าต้องการหยิบยกประเด็น ความเป็นวัตถุนิยมของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ การแต่งกายของสตรีทางภาคเหนือของไทย ที่สะท้อนความคลั่งไคล้ในวัตถุ หรือความพยายามสร้างลักษณะที่ดึงดูดทางเพศ ความปรารถนาความบันเทิงจนเกินพอดี ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะวิกฤตทางวัฒนธรรม ที่น่าเกลียดน่าชัง และความแปลกแยกต่อวัฒนธรรมเก่า ที่ดีงามของสังคมไทย

วาดหรือพิมพ์ภาพลงบนวัสดุ ที่ดูคล้ายมุ้งใสๆ เป็นรูปบุคคล (แม่ของเขา) ซ้อนกันอยู่หลายชั้น มองมุมซ้ายก็เห็นอีกแบบ มองมุมขวาก็เห็นอีกแบบ และที่สำคัญอัฐพรได้โยงเส้นด้ายเล็กๆ นับร้อยๆ เส้นจากภาพบุคคล ลงสู่พื้นเบื้องล่าง ที่มีลักษณะคล้ายลิ้นชัก เป็นการแสดงถึงสายใย ความผูกพันที่เขามีความรู้สึก ต่อมารดาผู้เป็นที่รัก....โอ้ว! wow น่าประทับใจจริงๆ ครับ

       มาต่อกันอีกชิ้นดีกว่า เป็นผลงานประติมากรรมของ สุทธิศักดิ์ ภูธรารักษ์ ชื่อผลงาน 'แม่หญิง...โอเว่อร์' ผมรู้สึกว่างานชิ้นนี้ ดูน่ารักและมีเสน่ห์ ถึงเรื่องราวที่แสดงออก จะเป็นการเสียดสีสังคม ในยุคที่ผู้คนพยายามแสวงหาอัตลักษณ์ส่วนบุคคล ที่ส่วนมากล้วนแล้วแต่ นำไปสู่ความเสื่อมทางวัฒนธรรม เสียเป็นส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่าผู้ชายเอง ก็ไม่ได้นิยมชมชอบหญิงสาว ที่นิยมแต่งตัวโป๊ อวดโน่นอวดนี่ (เร่งเร้าสันดานดิบของบุรุษเพศ เกรงจะให้ถูกข่มขืน) เสียหมดทุกคนไป คุณว่าจริงไหมครับ?

 
         

 

 



รางวัลที่ ๒ สาขาจิตรกรรม
ชื่อผลงาน : ภายใต้ท้องฟ้าสีทอง
ศิลปิน : นายปรีกมล เชี่ยววาณิช
เทคนิค : จิตรกรรมบนไม้
ขนาด : ๓๐๐ x ๒๘๐ ซม.
แนวความคิด :
ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี ผ่านคลื่น ผ่านลมโหมซัด บัดนี้ได้เวลาเยียวยากาย รักษาใจ ได้หยาดเหงื่อ แรงกาย พลังใจ และความหวัง ข้าขอคารวะสภาพหลอมรวมเสมือนจริง เพื่อตอกย้ำทิศทางสุนทรียภาพของชีวิต


รางวัลที่ ๒ สาขาประติมากรรม
ชื่อผลงาน : ดาว ดิน เดือน
ศิลปิน : นายพิสิษฐ์ หัตถกรวิจิตร์
เทคนิค : เชื่อมโลหะ - ไฟเบอร์กลาส
ขนาด : ๑๖๐ x ๒๕๐ x ๑๖๐ ซม.
แนวความคิด :
ปรากฏการณ์ดวงดาวบนท้องฟ้า สรรค์สร้างจินตนาการให้แก่มนุษย์ชาติ รวมถึงตัวข้าพเจ้า ตำนาน เรื่องราวหลากหลายได้ถูกกล่าวขาน ถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์นั้น การที่ดวงดาวดวงหนึ่งเคลื่อนตัว ย่าง...เข้าบดบังแสงของอีกดวงหนึ่ง ส่งผลถึงเรื่องราวที่พูดถึงสิ่งที่ชั่วร้าย กำลังเข้าครอบงำสิ่งที่ดีงาม ข้าพเจ้าได้ผสมผสานระหว่างจินตนาการของตัวเอง กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานประติมากรรม
 
     

 

 

       งานอีกชิ้นเป็นของปรีกมล เชี่ยววาณิช ชื่อผลงาน 'ภายใต้ท้องฟ้าสีทอง' เป็นผลงานชิ้นใหญ่บิ๊กเบ้ง ที่เห็นเป็นภาพเรือ และโต๊ะเก้าอี้ พร้อมเสาและคานเรือนั้น ปรีกมล ได้นำเศษไม้จริงๆ มาประกอบเป็นรูป และมีการขูดตกแต่งพื้นผิวให้เป็นร่องเป็นรอย พร้อมเพ้นท์สีทับลงไปอีกรอบ ส่วนเบื้องหลังท้องฟ้าที่เห็นเป็นสีทองนั้น เป็นสีที่เกิดจากทองคำเปลวนับร้อยๆ แผ่น พากันเปล่งประกายสะท้อนแสงออกมา ทำให้งานดูมีพลังเกินบรรยาย
       ส่วนงานชิ้นสุดท้ายที่จะนำมาแนะนำนั้น เป็นงานประติมากรรมชื่อ 'ดาว เดือน ดิน' ของพิสิษฐ์ หัตถกรวิจิตร์ กล่าวถึงปรากฏการณ์ การเคลื่อนที่ของดวงดาว ที่มีต่อความเชื่อของคนไทย เกี่ยวกับพญาราหู (พญายักษ์ มีร่างกายครึ่งท่อน ไล่จับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ มาอม ดังคำกล่าว 'ราหูอมจันทร์' ในช่วงที่เกิดจันทรุปราคา หรือสุริยุปราคา) พิสิษฐ์ ได้นำสื่อโลหะและไฟเบอร์กลาสมาประกอบให้เป็นชิ้นงาน ที่ผมดูแล้วชอบมากๆ ก็คือรูปหน้ายักษ์ที่อยู่ภายในวงกลมที่เจาะรูตรงกลาง พื้นผิวทั้งหมดบนใบหน้ายักษ์ ประกอบจากเม็ดกลมเล็กๆ เป็นพันเม็ด แต่ภายในดวงตาทั้งสองข้างกลับทำเป็นรูปหน้าเทวดา
       ยังมีผลงานอื่นๆ อีกหลายชิ้นที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ ไปแล้วไม่น่าจะผิดหวัง งานบางชิ้นผมดูแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ เพราะ (มันตลก) แฝงอารมณ์ขันแบบประหลาดๆ ของจิตรกรได้เข้าทีดีครับ ออกจากเดินดูงานผมก็แวะดูหนังสือ และเลือกซื้อหนังสือประวัติและแนวคิดของคุณวิกรม พอดีเห็นคุณวิกรมนั่งอยู่ ก็เข้าไปทักทายและผมก็ยื่นหนังสือที่เพิ่งซื้อมาหมาดๆ ให้ คุณวิกรมก็รับไว้ พร้อมกับหยิบปากกาออกมาเขียนที่ปกด้านใน ก่อนส่งคืนให้ผม ผมถามว่าประโยคสามคำที่เขียนนั้นหมายความว่าอย่างไร คุณวิกรมตอบว่า ก็อย่างที่เขียน ผมอ่านดูลายมือที่ค่อนข้างหวัดของคุณวิกรม ได้ความว่า 'เรียนก่อนรู้' (ตอนแรกผมอ่านว่า 'เรียนก่อนสู้' ซะอีก) และคุณวิกรมยังบอกผมอีกว่า ถ้าคนไหนรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ให้เอาหนังสือ 'ผมจะเป็นคนดี : Be A Better Man' ให้อ่าน

       ก่อนจะออกจากงานผมได้ชิม ลอดช่องโบราณ ที่เจ้าภาพนำมาเลี้ยงแขกในงาน โอ้โห!...อร่อยไม่หยอกเลยนะครับ (ผมเลยไม่เกรงใจ เบิ้ลไป ๒ ถ้วย) ประกอบกับพอมองไปรอบๆ บริวณ พวกพี่ๆ น้องๆ ศิลปิน ต่างนั่งจับกลุ่มกันเป็นหย่อมๆ ตามสนามหญ้าบ้าง บันใดบ้าง โซ้ยเบียร์ยี่ห้อใหม่ที่นำมาเปิดให้ดื่มฟรีในงาน ผมเดินไปดูที่บูธเบียร์ เห็นสาวๆ พริทตี้ ขมักเขม้นช่วยกันเปิดขวดเบียร์ เร่เดินแจกให้กับแขกที่มาชมงาน ประกอบกับเหลือบไปมองป้ายโฆษณาเบียร์ ที่มีข้อความตัวใหญ่ๆ ว่า 'การดื่มสุรา ผิดศีลข้อ ๕' แต่ก็ยังเห็นคนนั่งดื่มกันหน้าสลอน ผมเองรอดตัวไป..เพราะไม่ดื่มมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าสังคมศิลปินไทยเป็นสังคมของสิงห์น้ำเมาจริงๆ ครับ
จิด-ตระ-ธานี
 
     
 

อมตะ อาร์ต อวอร์ด ครั้งที่ ๒ : จัดแสดงตั้งแต่วันที่ ๘ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (ถนนเจ้าฟ้า) กรุงเทพ
เปิดให้ชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ - อังคาร : เว็บไซต์มูลนิธิอมตะ www.amatafoundation.org