พื้นที่แห่งจินตนาการที่หดหายไปในวันฝนตก
เขียน 16 ก.ย. 2546

ปรีดี หงษ์สต้น

       ช่วงนี้ในกรุงเทพฝนตกหนักกว่าที่ผ่านมา น่าจะเป็นเพราะการไปปู้ยี่ปู้ยำธรรมชาติมากจนเกินไปจนเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหน อากาศที่พยากรณ์ไม่ค่อยจะได้แล้วก็ยิ่งจะมืดบอดไม่รู้ดินไม่รู้ฟ้ากันไปใหญ่ ฝนตกหนักครั้งนี้ตกเวลาเดียวกันมาสองวันแล้วครับ ได้ยินแต่ใครๆก็พูดว่าเดี๋ยวนี้ไม่รู้ดินฟ้าเป็นอะไรเอาแน่เอานอนไม่ได้ จริงๆ แล้วผมอยากจะให้เปลี่ยนคำถามเสียมากกว่า เป็นว่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้คนเป็นอะไร รู้ทั้งรู้ว่าธรรมชาติแย่แล้วก็ยังไม่หยุดทำลายกันซะที นี่ไม่ใช่เป็นสมาชิกองค์การกรีนพีซอะไรถึงมาพูดนะครับ แต่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกกำลังแย่จริงๆ ผมยังไม่เห็นกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติในยุคใดมาแรงเท่ากับในยุคนี้เลย

       กระแสอนุรักษ์เริ่มจะเห็นเด่นชัด ตอนที่องค์การสหประชาชาติเค้าจัดประชุม Earth Summit ครั้งที่ 1 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิลโน่น มีการเอาวาระเรื่องสิ่งแวดล้อมมาพูดกันเป็นขนานใหญ่ มันแสดงให้เห็นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาช่วยกันหาทางทำร้ายโลกให้น้อยลง นี่คือเมื่อปี ค.ศ.1992 นะครับ หลังจากนั้นก็มีกระแสการพัฒนาควบคู่การอนุรักษ์นี้เรื่อยมา เช่นพิธีสารเกียวโต หรือ Earth Summit ครั้งที่ 2 ฯลฯ
ทุกครั้งที่มีการเรียกร้องให้อนุรักษ์ ก็จะมีหลักฐานของการเสื่อมโทรมลงของสภาพแวดล้อมโลก ไม่ว่าจะเป็นชั้นบรรยากาศเป็นรูโหว่ อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น มลภาวะตามเมืองหลวงต่างๆที่มีแนวโน้มจะมากขึ้นในทุกๆ วัน รวมไปถึงจำนวนผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งสูงขึ้นในทุกปี นี่ยังไม่รวมสถิติผู้ที่ต้องตายด้วยภัยธรรมชาติจำนวนนับเป็นแสนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่บาดเจ็บ และต้องอพยพอีกไม่รู้เท่าไหร่ โดยเฉพาะภัยพิบัติสึนามิ ที่ซัดชีวิตนับไม่ถ้วนหายไปกับเกลียวคลื่น และพายุเฮอร์ริเคนคาทรีนาที่นับว่ารุนแรงที่สุด เป็นประวัติการณ์ของสหรัฐอเมริกา และสถิติการมีแผ่นดินไหวติดต่อกันมากที่สุด ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

       นี่ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดังไม่พออีกหรือครับ?
       จริงอยู่ว่าแม้คนจำนวนหนึ่ง จะเริ่มหันมาเป็นมิตรกับธรรมชาติ แต่อัตราการทำลายกับอัตราการอนุรักษ์ยังห่างกันอย่างน่าใจหาย ผมนึกเป็นห่วงเด็กๆที่จะเกิดมาในยุคต่อไป ว่าคนยุคหน้าคงจะต้องบรรจุเรื่องสิ่งแวดล้อม เข้าไปในวาระการตัดสินใจทุกๆเรื่อง เพราะธรรมชาติที่เขาจะได้เจอคงจะทรุดโทรมไปมาก แม้เทคโนโลยีก้าวไปไกลแค่ไหน แต่มนุษย์ก็มาจากธรรมชาติอยู่ดี ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะอยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างไร

       ผมจะต้องพอเรื่องสิ่งแวดล้อมแค่นี้ก่อน เพราะอาจจะมีเสียงจากอนาคตดังขึ้นว่า "ลุงไม่ต้องห่วงพวกหนูหรอก ลุงเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ พวกหนูดูแลตัวเองได้"

       พอฝนตกนี่ก็คิดอะไรฟุ้งซ่านไปได้เยอะแยะครับ คนเมืองอย่างผมคงไม่ชอบฝนตกเท่าใดนัก เพราะมันทำให้เกิดปัญหามากมาย จะกลับบ้านยังไง ผ้าที่ตากไว้ตะเปียกไหม รองเท้าจะเหม็น รถอับชื้น หรือบางคนเวลาฝนตกก็เศร้าเพราะตอนดูทีวี พระเอกจากนางเอกไปเมื่อฝนตก พ่อนางเอกตายเมื่อฝนตก หรือเพลงจากวิทยุมันตอกย้ำว่า พอฝนตกแล้วเหงาจัง ฯลฯ

       คนเมืองจึงมีปัญหาเรื่อง "จินตนาการหดหาย" ครับ เพราะเวลาฝนตกแล้วก็คิดอยู่เหมือนๆ กัน เป็นไปในทางเดียวกัน คงน้อยคนนักที่จะไปคิดถึงชาวนาชาวไร่ที่อยู่ต่างจังหวัดที่ภาวนารอให้ฝนตกหลังจากที่แล้งมานานมาก คนเหล่านั้นเมื่อฝนตกครั้งหนึ่งเขาร้องไห้ดีใจกันเลยนะครับ คนในเมืองจะไปรู้อะไร ครั้งสุดท้ายที่นึกถึงชาวนาชาวไร่เหล่านั้นอาจเป็นตอนที่เดินซื้อข้าวสารหรือผลไม้อยู่ที่ห้างพารากอนก็ได้

       บางคนบ่นว่าพอฝนตกแล้วน้ำท่วมขังทำให้ลำบาก นี่คนเหล่านั้นคงจะไม่ได้คิดถึงภาคเหนือนะครับ ว่าน้ำท่วมของเรา (คนกรุงเทพฯ) กับน้ำท่วมของเขามันต่างกัน เขาขึ้นไปนอนบนหลังคากันครับ ขณะที่พวกเขานอนตัวสั่น เราก็ยังนอนเตียงนุ่ม ห่มผ้าอุ่นอยู่เหมือนเดิม

       แปลกที่ความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจต่อเหตุการณ์เหล่านี้ มีไม่เท่าการถูกโหวตออกของเหล่านักล่าฝัน ที่โด่งดังทะลุฟ้าครองแชมป์เรียลลิตี้โชว์บ้านเรา ทุกสัปดาห์หลายบ้านจะนั่งใจจดใจจ่อ รอดูว่านักล่าฝันที่ตัวเองเอาใจช่วยสุดชีวิตนั้น จะต้องถูกอัปเปหิออกจากบ้านหรือไม่ ภาพตัดสลับไปมาระหว่างอดีตอันแสนหวานที่ใช้ร่วมกับคนอื่นๆ กับวันสุดท้ายที่ได้อยู่ในบ้านเรียกน้ำตาจากคนดูเรือนหมื่นได้ ผมเห็นคนหลายพันเข้าไปนั่งแออัดกันในสถานที่แห่งหนึ่ง ชูป้าย ร้องตะโกนชื่นชม บ้างร้องไห้อาลัยกับการจากไป (จากทีวี) ของนักล่าฝัน

       ผมไม่แน่ใจว่าจะมีใครเศร้าโศก กับการจากไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร รวมทั้งพลเรือนบริสุทธิ์ที่อยู่ภาคใต้หรือไม่ การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคนเหล่านั้น คงจะไม่สามารถสร้างความเศร้าโศกได้เท่าๆ กับ นักล่าฝันที่ต้องออกจากบ้าน เพียงเพราะไม่มีใครไปถ่ายเขาไว้ในอดีต และวันสุดท้ายที่เขาจะสิ้นใจ น้ำตาที่เอ่อล้นเบ้าตาของคนไทยมากมาย จะมีไหมที่อุทิศให้แก่ศพแล้วศพเล่าเหล่านั้น? คิดแล้วก็ทอดถอนใจครับ หากน้ำตาที่ร้องไห้กับการที่ตัวละครในทีวีจากไป (อยู่ที่บ้าน) ของเหล่าคนเมืองอย่างพวกเรา เปลี่ยนไปสู่น้ำตาจากความเห็นใจต่อการจากไป (อย่างไม่มีวันกลับ) ของพี่น้องชาวไทยด้วยกัน

       น่าจะดีกว่าไหมครับ?
       แต่ก็อย่างว่าครับ ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ผมบอกแล้วว่าไม่ชอบฝนตก เพราะมันทำให้คิดฟุ้งซ่าน
"จินตนาการที่หดหาย" นี่กำลังเป็นปัญหาสำคัญนะครับ ผมว่าถ้าจินตานาการลดลง ความสร้างสรรค์มันจะลดลงตาม แล้วมันนำไปสู่การลดลงของสติด้วย เรื่องสิ่งแวดล้อม (อีกแล้ว) นี่ก็เหมือนกันครับ ในโทรทัศน์จะดึงดูดเราให้ช่วยกันทำลายธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว ทั้งบริโภคเกินพอดี กินเกินพอดี สุดท้ายลงเอยมีแต่เสียกับเสีย

       ผมว่าคนไทยเราต้องเปลี่ยนนิสัยกันได้แล้ว เพราะปกติเราจะไม่ทำอะไรจนกว่าจะ "จวนตัว" คือเรียกว่าถ้าน้ำมันไม่มาท่วมบ้าน หรือข้างบ้านไม่ถูกวางระเบิดเสียก่อน ก็คงจะไม่เห็นถึงปัญหา เพราะคิดว่า "ไม่เห็นจะเกี่ยวกับชั้นสักหน่อย คอนเสิร์ตนักล่าฝันเกี่ยวกว่าตั้งเยอะ (เพราะกลัวรถติด)" ฯลฯ เช่นเดียวกับสิ่งแวดล้อมครับ ถ้าไม่ช่วยกันอนุรักษ์เสียวันนี้ จะรอจนถึงวันที่น้ำท่วมพ้นธรณีประตูก็คงจะไม่ทันการ

จะไม่มีทีวีดูด้วยนะเอ้อ! แล้วจะหาว่าไม่เตือน!

   


8 บทกับ โจ้ ปรีดี หงษ์สต้น
    วรรณกรรมไทยในยุคอิเลกทรอนิกส์
(23 ก.ค. 2550)
 
    ข้อได้เปรียบของนักวิจารณ์
(17 ก.ค.2550)
 
    ขึ้นเหนือเยือนน่าน (ภาคสอง)
(9 ก.ค.2550)
 
    พระรามสี่บ้าน (30 มิ.ย.2550)  
         
    ศาสนาใหม่ (30 ส.ค. 2549)  
    วัยรุ่นกับร้อยปีพุทธทาสภิกขุ
(22 พ.ค. 2549)
 
    สังคมเซนเซอร์ (20 เม.ย. 2549)  
    พื้นที่แห่งจินตนาการที่หดหายไปในวันฝนตก (16 ก.ย. 2546)