| |
|

สังคมเซนเซอร์
เขียน 20 เม.ย. 2549
ปรีดี หงษ์สต้น
ข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกๆ วันสร้างความเหนื่อยใจ หนักใจ สะเทือนใจ ฯลฯ กับผมเป็นอันมาก ไม่ใช่อะไรละครับ ข่าวการข่มขืน ข่มขืนแล้วฆ่า การพรากผู้เยาว์ หรืออะไรทำนองนี้อีกมากมาย
สิ่งที่ทำให้ผมสะเทือนใจมากที่สุด คือ เมื่อทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็ก ที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้ผมจึงเห็น เด็กสิบกว่าขวบก็กลายเป็นฆาตกรกันแล้ว
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ และผมหวังว่าคงไม่มีใครคิดเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่นๆ เช่นเดียวกัน
ลองมองให้ลึกลงไปก็มีความคิดอยู่สองทาง คือ แนวคิดอย่าง Thomas Hobbes นักปรัชญาชาวอังกฤษ ที่กล่าวว่า คนมีความเห็นแก่ตัวมาตั้งแต่กำเนิด กระทำสิ่งใดไปเนื่องมาจากผลได้ของตนเองเท่านั้น คิดเช่นนี้แล้ว ก็คงจะตัดสินใจได้ว่า ไอ้เด็กพวกนี้ควรจะถูกส่งไปบ้านเมตตา หรือลงโทษให้มันหลาบจำเสียให้เข็ด
ส่วนอีกแนวคิดหนึ่ง คือ "นิยัตินิยม" หรือ "เหตุวิสัย" (Determinism) ซึ่งเชื่อว่า การกระทำของเด็กนั้น มากจากการเลี้ยงดูที่พิกลพิการ และส่งผลมาจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู เคยมีคดีความในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในปี 1924 เกี่ยวกับเด็กสองคน ชื่อ Richard Loeb กับ Nathan Leopold ทั้งสองได้ฆาตกรรมเด็กหญิง วัย 14 ที่วัยอ่อนกว่าพวกเขาทั้งสองเพียงสามสี่ปี โดยทนายแก้ต่างคือ แคลเรนซ์ แดร์โรว์ ซึ่งมีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ใช้หลักความคิดนี้ ในการจะให้ศาลเห็นใจและลดโทษประหารลง ปรากฏว่าสำเร็จและเด็กทั้งสองต้องโทษติดคุกตลอดชีวิต
เด็กทั้งสองคนเป็นลูกของคหบดีผู้มั่งคั่งทั้งคู่ ต่างเติบโตมาในแบบที่เรียกว่า "ไม่สามารถขยับตัวได้" ทุกสิ่งทุกอย่างถูกวางเอาไว้แล้วสำหรับทั้งสอง หนังสือเล่มต่อเล่มที่ต้องอ่านตลอดการศึกษาได้ถูกยัดเยียดให้ ในที่สุด เมื่อมีโอกาส เด็กทั้งสองจะหนีออกนอกบ้าน ไม่ได้ไปไหนละครับ ออกไปอ่านหนังสือนิยายนักสืบที่ตนเองชอบเป็นชีวิตจิตใจ อ่านมากเข้าๆ ก็คิดว่าจะต้องมี "การฆาตกรรมที่สมบูรณ์แบบ" (The Prefect Crime) คือฆาตกรรมแบบที่ไม่มีทางจับผู้ร้ายได้ จึงตัดสินใจลงมือทำ
ฟังแล้วก็เศร้าครับ ผ้าขาวที่เคยไหวปลิวกลับถูกความบีบคั้น และกดดันจากคนรอบตัวของเขาเอง ในที่สุดจึงระเบิดขึ้นมา แนวคิดที่สองจึงมองปัญหานานกว่า และลึกกว่า เพราะการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ได้มีประโยชน์อะไร หากความเน่าเฟะยังกัดกินอยู่ตรงรากสังคม มาสู่ความคิดต่อไปอีกว่า ถ้าอย่างนั้น ปัญหามันมาจากไหน
ผมตอบอย่างฟันธงว่า มาจากสังคมครับ
อาจฟังคลุมเครือจนเกินไป แต่พิจารณาให้ดีจะพบว่า หากสังคมเราเป็นลักษณะ "สะเทินน้ำสะเทินบก" อยู่อย่างนี้ ปัญหาก็คงจะหมดไปยาก
สังคมตะวันตก การที่เด็กๆ ได้รับรู้เรื่องราวของคนต่างเพศแต่เนิ่นๆ ทำให้ความสงสัยของเขาหมดไป เขารับรู้ต่อไปอีกว่า เพศสัมพันธ์นั้น ควรมีเมื่อถึงเวลา หรือเมื่อพร้อม เรื่องเพศ (ขอย้ำว่าเรื่องเพศ ไม่ใช่เพศสัมพันธ์) ถูกสอนในชั้นเรียน ผ่านการบอกเล่าจากพ่อแม่ เด็กจึงมีแนวโน้มจะไปลองผิดลองถูกได้น้อยลง ลองถูกไม่เท่าไหร่ แต่ลองผิดนี่สิครับ จะปรากฏบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ในเร็ววัน
สังคมไทยของเราอ้างเสมอว่า เรื่องเพศเป็นสิ่งที่หยาบช้า เป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิง ใครแสดงออกเรื่องเพศอย่างโจ่งแจ้ง ถือว่าเป็นพวกอัปมงคล ดังนั้น การเล่า การสอนเรื่องเพศของพ่อแม่ต่อลูกจึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งนัก ผมขอยกตัวอย่างเรื่องขำขันต่อไปนี้
แม่กับลูกชายอาบน้ำอยู่ในอ่างน้ำเดียวกัน ลูกหันไปเห็นอวัยวะของแม่ที่ต่างออกไปจากตนจึงถามแม่ว่า
ลูก : แม่ฮับ ตรงนี้ของแม่คืออะไรฮับ
แม่ : เอ่อ (อิดเอื้อน)...มันคือฟองน้ำไงลูก
ลูก : แล้วทำไมพ่อไม่เห็นมีฟองน้ำเลยละฮับ
แม่ : อ๋อ พ่อเขามีสากน่ะลูก จะได้เอาไว้ทำกับข้าว
ลูก : แต่เราไม่ได้กินข้าวที่บ้านทุกวันนี่ฮับ
แม่ : ทำไมละลูก
ลูก : หนูไปห้องพ่อ ทำไมเห็นแม่เอาฟองน้ำไปล้างสากทุกวันเลย (ฮา)
สะท้อนให้เห็นการปิดบังเรื่องที่ควรจะรู้อย่างชัดเจนครับ พอเป็นอย่างนี้ เด็กโตขึ้น พอได้พบกับสิ่งที่ตนไม่เคยรู้มา จึงทดลองเพราะอยากรู้อยากเห็น
ผมอยากทราบจริงๆ ว่า เรื่องเพศนั้นเป็นเรื่องที่น่าปิดบังในสังคมของเราจริงหรือ ในอดีตวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน พระเพื่อน พระแพง ก็มี "บทอัศจรรย์" ที่บรรยายการร่วมเพศเอาไว้อย่างถึงพริกถึงขิง รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง จันดารา ที่ถูกนำมาทำครั้งล่าสุด เป็นเรื่องราวเกี่ยวเรื่องเพศที่จันดาราก่อนๆ บิดเบือนไปเสียมาก
ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับครับ ว่ามนุษย์เราอย่างไรก็หนีเรื่องเพศไม่พ้น ภารกิจของสิ่งมีชีวิตคือการดำรงเอาไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ ซึ่งก็หนีเรื่องเพศสัมพันธ์ไปไม่พ้น แต่อย่างไรก็ดี ผมยังถือว่า มนุษย์และสัตว์ต่างกัน เพราะถึงแม้ว่าจะมีแรงขับทางเพศเหมือนกัน มนุษย์มีกลไกในการกำกับการแพร่พันธุ์ของเราที่ต่างจากสัตว์
ระบบเครือญาติ (Kinship) เกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์เริ่มมาอยู่ด้วยกันแรกๆ ในยุคโบราณ มนุษย์พึงรู้ว่าเราไม่สามารถมีอะไรกับญาติพี่น้องของเราได้ วิวัฒนาการมาจนกระทั่งการอยู่แบบ ผัวเดียว-เมียเดียว
สังคมไทยเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศมากเนื่องจาก "แรงเหนี่ยว" ในสังคมนั้นมีสูง แรงเหนี่ยวนี้มาจากการคนสองกลุ่ม คือผู้ใหญ่อนุรักษ์นิยม และเด็กยุคใหม่ที่ได้แรงอิทธิพลจากสังคมตะวันตก ผ่านกระบวนการอัสดงคตานุวัตร (Westernization)
ผู้ใหญ่บอกว่าเด็กนั้นสอนยาก ไม่เชื่อฟัง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีชีวิตอยู่อย่างสบาย ใช้เงินอย่างเดียว ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ทันไรก็มีอะไรกันแล้ว ฯลฯ ส่วนเด็กบอกว่าผู้ใหญ่นั้นหัวโบราณ โลกเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเหมือนไดโนเสาร์ ห้ามนู่นห้ามนี่อยู่ได้ ฯลฯ
ทีนี้ ช่องว่างตรงกลางระหว่างแรงเหนี่ยงทั้งสองฝั่ง ก่อให้เกิดกระแสความไม่รู้ขึ้น ซึ่งเด็ก รวมไปถึงวัยรุ่น ก็จะรับเอาสิ่งนี้เข้าไปอย่างจัง ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้นอย่างจังๆ เช่นกัน เพราะคนทั้งสองวัยไม่ได้มีโอกาสมานั่งคุยกันมากพอ ต่างฝ่ายจึงต่างตั้งแง่ซึ่งกันและกัน
ในที่สุดก็มาถึงเรื่อง สื่อ ที่แวดล้อมเด็กไทยทุกวันนี้ ผมไม่ได้พูดเพียงแค่โทรทัศน์ แต่สื่อลามกประเภทต่างๆ ก็ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะเอาอย่างบ้าง สื่อลามกในบ้านเราเยอะเหลือเกินครับ เห็นใจรัฐบาลที่พยายามปราบปราม แต่ก็ไม่หมดไป-หรืออย่างน้อยก็ลดลงเสียที
เราเองก็พยายามแสดงออกว่าเรามีการเซนเซอร์ที่แสนจะเคร่งครัด ภาพใดไม่เหมาะไม่ควรก็ไม่มีทางผ่านไปสู่สายตาเยาวชนอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างที่ชัดเจนคือการทำให้ภาพบุหรี่นั้นมัวไป หรือภาพปืนที่ถูกทำให้เลือนรางเห็นไม่ชัด เป็นต้น
ผมกลับไม่คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ในทางใดได้มากกว่า การที่เป็น "สาร" ถูกส่งออกมาจากโทรทัศน์ว่า คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ขณะนี้สื่อไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อลูกๆ ของคุณนะ ปล่อยลูกคุณดูทีวีตามลำพังก็ได้ เพราะเรา (?) ช่วยเป็นหูเป็นตา นำภาพที่ไม่เหมาะสมออกให้แล้ว
เด็กจึงถูกปล่อยให้นั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านคนเดียวบ่อยๆ
ใครจะมาช่วยคิด ช่วยหาคำตอบให้เขาละครับ ถ้าเขาไม่ไปหาคำตอบด้วยตนเอง การกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากเต็มที ถ้าเราไม่แก้ปัญหาจากจุดเริ่มต้น คิดไปว่าเด็กมันเลวด้วยตัวของมันเอง เวลามีใครติเตียนเด็กว่า "พ่อแม่สอนมาอย่างไร?" ผู้ใหญ่ก็จะอ้างเสมอว่า "ก็สอนมันแล้ว แต่มันไม่จำ" โยนความผิดลงไปให้เด็กเสียอย่างนั้น
ภาพของสังคมเราจึงออกมาบูดๆ เบี้ยวๆ พิกลอยู่
ผมยังถือว่า ครอบครัวก็ยังเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในการที่จะปั้นแต่ง (แต่ไม่บงการ) รูปแบบความคิดของเด็กและเยาวชนในทุกยุคทุกสมัย ปัญหามันมีอยู่ว่า พ่อแม่ให้ทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต ไอพอด ฯลฯ เลี้ยงลูกของตนแทน โดยไม่ได้ให้คำแนะนำที่ดีแก่ลูก เนื้อหาความรุนแรง สื่อลามก การชวนเชื่อต่างๆ จึงค่อยๆ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเด็กๆ
อย่าลืมว่าเด็กวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ดังนั้นผู้ใหญ่ในวันนี้ (นอกเหนือจากการเป็นคนแก่ในวันหน้าแล้ว) ควรจะตรึกตรอง จัดเวลาของตนให้ครอบครัวมากๆ อย่าอ้างว่า ผมเคยได้ยินคำกล่าวว่า "เรามีเวลาเสมอ ถ้ารู้จักสร้างมันขึ้น" ให้เวลากับครอบครัวมากๆ ครับ ถึงแม้จะยากสักหน่อย
ในสังคมเซนเซอร์ทุกวันนี้
 |
|
|
|
|