วัยรุ่นกับร้อยปีพุทธทาสภิกขุ
เขียน 22 พ.ค. 2549
ปรีดี หงษ์สต้น

       เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งศตวรรษชาตกาลแห่งพุทธทาสภิกขุที่ผ่านมาในปีนี้ ผมขอแสดงมุมมองต่อแนวคิดของอภิมหาบุรุษในเรื่อง "ภูเขาพุทธธรรม" ไว้สักหน่อยในฐานะคนรุ่นหลังที่ได้มีโอกาสรู้จักงานของท่าน
       ภูเขาพุทธธรรมเป็นปาฐกถาธรรมที่มีเนื้อหาในรูปแบบใหม่ ที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้แสดงไว้ มีสาระสำคัญที่ท่านได้เน้นเอาไว้ว่า การ "ปฏิบัติธรรม" หมายถึงการ "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" แม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เพราะการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ ก็ตามจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติในการเข้าถึงธรรม

       แนวคิดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นแนวคิด เรื่องการปฏิบัติธรรมรูปแบบใหม่ในสังคมไทยเมื่อแรกเริ่มถูกนำมาเทศนา และได้สร้างกระแสความขัดแย้งเคลือบแคลงสงสัยในตัวท่าน กระทั่งมีผู้กล่าวหาว่า ท่านรับจ้างคอมมิวนิสต์เพื่อแสดงธรรมะเรื่องนี้ในยุคสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้นำอยู่ทีเดียว
       ความเป็น "นักปฏิรูป" ของท่านในการสร้างมโนทัศน์ใหม่แก่สังคมไทยดังกล่าวถูกกระแสต่อต้าน เนื่องจากมีผู้ที่เห็นว่าบ่อนทำลายความมั่นคง คนทั่วไปเคลือบแคลงว่า เราจะสามารถเข้าถึงธรรมอย่างไรหากไม่ยึดพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่ตั้ง
       หากพิจารณาถึงคำสอนของท่าน ท่านเปรียบพระรัตนตรัยเป็นดั่งเรือ ที่ผู้ปฏิบัติธรรมเสมือนขึ้นเรือมา เมื่อถึงฝั่งก็ต้องลงจากเรือ ดังนั้น พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์จึงเป็นเครื่องมือประกอบการที่มนุษย์จะทำการเข้าถึงธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ธรรมะอันสูงสุดด้วยตัวเอง หากแต่ผู้ปฏิบัติต้องรู้เฉพาะตัว คือแต่ละคนก็ต้องเสาะแสวงหาวิธีของตนเองในการถึงธรรม

       อันที่จริง เราจะสามารถเห็นแนวคิดดังกล่าว ของท่านพุทธทาสที่แสดงไว้อย่างชัดเจนใน "คู่มือมนุษย์" ที่ได้กล่าวถึงอุปสรรค อันที่จะทำให้ไม่ถึงนิพพานคือการยึดมั่นถือมั่น ยึดสิ่งต่างๆ ว่าเป็น "ตัวกู ของกู" เช่นยึดมั่นในความชั่ว กิเลส รวมไปถึงการยึดมั่นในความดี พอทำดีแล้วมีความสุขก็ทำดีเรื่อยไป ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามศีลธรรม การทำดีย่อมเป็นที่ปรารถนา แต่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า ความสุขแห่งการทำความดีนี้เองที่จะเป็นอุปสรรคในการจะเข้าถึงธรรมได้ การจะเข้าถึงธรรมเราจะต้องละทิ้ง ไม่ยินดียินร้ายในทุกสิ่งไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ เลย นั่นถึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง

แนวคิดนี้ตรงกับพุทธศาสนานิกายเซน ในเรื่องกรวางตนให้เหนือทุกสิ่ง มีคำกลอนที่ว่า
       " ต้นโพธิ์เดิมหามีต้นไม่
          ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใส
          มูลเดิมไม่มีอะไรสักอย่าง
          แล้วฝุ่นละอองจะลงจับอะไร "
(จากหนังสือ เส้นทางสาย ZEN จากปรมาจารย์ "ตั๊กม้อ" ถึง "เว่ยหลาง" โดย เสถียร จันทิมาธร)

       หลักสำคัญคือการชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งนั้น แท้จริงแล้วไม่มีอะไรตั้งแต่ต้น การไปยึดติดสิ่งใดรังแต่จะทำให้เป็นอุปสรรคเสียเปล่าๆ แสดงให้เห็นว่าท่านพุทธทาสภิกขุเอง ได้ศึกษาธรรมะอย่างกว้างขวางหลายแขนง แล้วประมวลเป็นคำสอนของท่านในท้ายสุด
       ด้วยความเป็นนักเรียนนักศึกษาตัวยง รวมทั้งความเป็นนักปฏิรูปจึงทำให้ช่วงแรกๆยังมีคนที่ไม่เข้าใจในคำสอนของท่าน และที่ร้ายคือการนำการเมืองทางโลกย์ เข้ามารบกวนหลักธรรมอันบริสุทธิ์ที่ท่านได้แสดงไว้อย่างชัดเจน
       ปัจจุบัน เนื้อหาแห่งพุทธศาสนาในจิตใจคนไทย มีทีท่าว่าจะลดลงกว่าแต่เดิมมาก มาตรฐานในการปฏิบัติธรรมจึงลดลงตามไปด้วย อย่าว่าแต่ให้เลิกยึดมั่นถือมั่นเลย แต่การจะให้คนหันมายึดมั่นถือมั่นในความดียังทำได้ยากยิ่ง ดังนั้นจึงป่วยการที่จะพูดถึงการเข้าถึงธรรม เพราะคนเข้าถึงความดีน้อยลงในทุกๆ วัน

       ผมคิดว่า นอกจากวัยรุ่นเองเป็นกลุ่มที่มีความสุ่มเสี่ยง ต่อการเสื่อมถอยของพุทธศาสนา อาจจะต้องมาพิจารณาว่า ด้วยการขับเคลื่อนของสังคมที่รวดเร็ว การพบกันครึ่งทางน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ศาสนาเองก็ไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งเฉยได้ หากแต่การประยุกต์การเผยแพร่ศาสนา ให้เข้ากับพลวัตรของสังคม ย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจในพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปได้มากกว่านี้
       ผมเห็นความพยายามจากหลายสำนักในการเสนอและเผยแพร่ธรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเพลง สายรัดข้อมือ (ริทซ์แบนด์ Wristband) ฯลฯ เป็นการเดินเข้ามารอให้กลุ่มวัยรุ่น ออกมารับเอาพระธรรมคำสั่งสอนที่ครึ่งทาง...
       คราวนี้คงเป็นที่กลุ่มวัยรุ่นเอง ที่จะต้องแสดงความเคลื่อนไหวว่า ตนเองพร้อมที่จะรับเองคำสั่งสอนแห่งพุทธศาสนา ไปได้มากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม ที่เบี่ยงเบนคนออกไปจากวิถีแห่งการดำเนินชีวิตอย่างพอดี

       สถาบันครอบครัวเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ทันทีครับ เริ่มตั้งแต่การดูแลอบรม ชี้แนะเสนอแนะแนวทาง รวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน เอาใจใส่ในพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติไทยเรามาหลายร้อยปี นอกจากนี้ สถานศึกษาย่อมมีส่วนสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในการทำหน้าที่ดังกล่าว ไม่เพียงแค่จัดหลักสูตรให้มีวิชาจริยศึกษา (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่) จะต้องให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงเพื่อเห็นผลแห่งการปฏิบัติด้วย
       ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ สื่อ ซึ่งนับวันทุนนิยมจะเข้าครอบงำจนไม่เหลือพื้นที่ให้กับผู้จ้างผู้จัดรายการที่มีทุนน้อย เนื้อหาของสิ่งที่นำเสนอทางสื่อ ยิ่งจะไม่ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และมีจิตสำนึกน้อยลงในทุกๆ วัน

       ยากครับ หากเกิดมาเป็นเด็กยุคนี้ เพราะมีสิ่งยั่วยวน ล่อตาล่อใจมากมายเหลือเกิน หน้าที่เหล่านี้วัยรุ่นรับเองไม่ไหวหรอกครับ ผู้ใหญ่ (ที่มีจิตสำนึก) ต้องมาร่วมมือร่วมใจกัน

เด็กในวันนี้ก็ผู้ใหญ่ในวันหน้าอยู่วันยังค่ำ

   


8 บทกับ โจ้ ปรีดี หงษ์สต้น
    วรรณกรรมไทยในยุคอิเลกทรอนิกส์
(23 ก.ค. 2550)
 
    ข้อได้เปรียบของนักวิจารณ์
(17 ก.ค.2550)
 
    ขึ้นเหนือเยือนน่าน (ภาคสอง)
(9 ก.ค.2550)
 
    พระรามสี่บ้าน (30 มิ.ย.2550)  
         
    ศาสนาใหม่ (30 ส.ค. 2549)  
    วัยรุ่นกับร้อยปีพุทธทาสภิกขุ
(22 พ.ค. 2549)
 
    สังคมเซนเซอร์ (20 เม.ย. 2549)  
    พื้นที่แห่งจินตนาการที่หดหายไปในวันฝนตก (16 ก.ย. 2546)