ศาสนาใหม่
เขียน 30 ส.ค. 2549
ปรีดี หงษ์สต้น

       ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับข้อสังเกตกันมาแล้วละครับ แต่ผมจะขอมาร่วมสังเกตด้วยคน กับสภาพความเป็นไปของสังคมเราในเวลานี้ว่า "ศาสนาใหม่กำลังรุ่งเรือง" ครับ
       ศาสนาใหม่ที่ผมว่า ไม่เคยได้รับความนิยมเท่านี้มาก่อน ในอดีตเมื่อมันเดินทางมาถึงสยามประเทศ พุทธศาสนาทำหน้าที่กำกับไม่ให้มันเข้ามามีบทบาทเหนือชีวิตชาวสยามมากเกินไป และชาวสยามเองก็เคยเป็นชาวพุทธที่เหนียวแน่นกว่านี้

       การกระทำใดๆ จะมีศีลธรรมกำกับ กลไกการนินทายังได้ผล คนมีสำนึกบาปบุญคณโทษ ยังกลัวตกนรก อยากขึ้นสวรรค์ สะสมทำความดีเอาไว้เพื่อจะได้ส่งผลในชาติหน้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นอดีตเสียแล้วครับ เพราะบริโภคนิยมกำลังเข้ามาแทนที่พุทธศาสนาได้เกือบจะหมดอยู่แล้ว

       ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ บริโภคนิยมจะเข้ามาแทนความหมายของแถบสีขาวบนธงชาตินะครับ ผมหมายถึง ว่าศาสนาจะดำรงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการดำเนินชีวิตของคนไทยจะไม่ต้องอ้างอิงศาสนาอีกต่อไป เนื่องจากหากนึกย้อนกลับไปที่พื้นฐานแห่งศาสนา เราจะพบว่า หน้าที่ของศาสนา นอกจากทำหน้าที่ธำรงเอาไว้ซึ่งความสงบสุขและศีลธรรม (moral value) ของสังคมแล้ว ยังได้ทำหน้าที่สร้าง "อัตลักษณ์" ให้แก่ผู้คนว่ามีความหมายอยู่บนโลกนี้ เพราะคำถามที่มนุษย์ถามกันมาทุกยุคทุกสมัย คือ เกิดมาทำไมและตายแล้วไปไหน ศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อให้คำตอบเหล่านี้ พุทธศาสนาสอนให้เราปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมเพื่ออานิสงค์ส่งผลในชาติหน้า ชีวิตในชาตินี้เราจึงมีความหมายเพราะเกิดมาใช้กรรม และสะสมกรรมดีเอาไว้เพื่อชาติหน้า เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ที่ตอบคำถามนี้ให้แก่มนุษยชาติเช่นกัน

       การทำหน้าที่นี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งคือ การทดแทนความ "ไม่ยั่งยืนของตัวตน" อย่างที่พระไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ในหนังสือ "พุทธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต" ว่า ถ้าศาสนาหมายถึงระบบความคิดความเชื่อ และการปฏิบัติที่ตอบสนองความต้องการส่วนลึกของมนุษย์ โดยเฉพาะความมั่นคงในจิตใจ คนเป็นอันมากก็กำลังสมาทานบริโภคนิยมในฐานะที่เป็นศาสนาอย่างหนึ่ง เพราะจุดหมายสำคัญในการแสวงหาสิ่งเสพนานาชนิดมาบริโภคนั้น สำหรับเขาเหล่านั้น ถึงที่สุดแล้วมิใช่อยู่ที่ความสะดวกสบายทางกาย หากอยู่ที่ความมั่นคงทางจิตใจ

       เวลานี้บริโภคนิยม กำลังเข้ามาทำหน้าที่นั้นแทนได้อย่างแทบจะสมบูรณ์ครับ เพียงแค่ไม่ตอบคำถามหลักสุดท้ายให้มนุษย์ว่า เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน หากแต่ลดความเชื่อเรื่องชาติหน้า พระเจ้า ฯลฯ ออกไป ดึงคนให้มามุ่งที่ชาตินี้ แล้วนำเสนอในกระบวนการผลิตที่เป็นวิทยาศาสตร์ กระบวนการโฆษณาที่เป็นวิทยาศาสตร์ และกระบวนการขายที่เป็นวิทยาศาสตร์ คำถามของมนุษย์ยุคนี้จึงถามเรื่อโลกหน้ากันน้อยลง หันมาให้ความสำคัญกับโลกนี้อย่างสูงแบบปฏิฐานนิยม (positivism) หรือ เหตุผลนิยม (rationalism) โลกหน้าพิสูจน์ไม่ได้ โลกนี้สิ แน่นอนกว่า หาความสุขใส่ตัวเอาไว้ เกิดมาแค่ครั้งเดียว ใช้มันให้คุ้ม ฯลฯ

       ดังนั้น ความไม่แน่นอนของมนุษย์ในยุคนี้จึงเป็นไปในเรื่องการขาด "อัตลักษณ์" มากกว่าสิ่งใดครับ สิ่งที่มาทดแทนความไม่แน่นอนของตนได้ก็คือ "วัตถุ" นั่นเอง ลองนึกถึงพระเครื่องที่เราใส่ เราคิดให้พระคุ้มครองเรารอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ สินค้าที่เราบริโภคในปัจจุบันก็เช่นกัน เราซื้อ สวมใส่ ประดับประดา โชว์ ฯลฯ ก็เพื่อปกป้องเราจากความ "ไม่มีตัวตน" ในสังคม วัตถุเหล่านั้นเป็นเหมือนโทรโข่งประกาศออกไปให้ชาวบ้านได้ยินว่า "กูรวยนะโว้ย" "ชั้นมีการศึกษานะยะ" หรือ "ผมชาติตระกูลสูงส่ง มองดูผมอย่างอิจฉาซะ"
       ในทางกลับกัน บริโภคนิยมเองนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างความไม่มีตัวตนดังกล่าว ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อและสื่อต่างๆ ถ้าเราไม่ดื่มมัน เราจะไม่เป็นคนรุ่นใหม่ ถ้าเราไม่สวมมัน เราจะไม่ทันสมัย ถ้าเราไม่ขับมัน เราไม่เป็นผู้นำ ถ้าเราไม่ซื้อ เราจะไม่มีตัวตน ฯลฯ

       สิ่งเหล่านี้ตอบสนองความต้องการอัตลักษณ์ของมนุษย์ทั้งนั้นละครับ เมื่อคนมากขึ้น ทุกๆคนก็ต้องการพื้นที่ทางสังคมของตนเอง ใครไม่มีก็ขวนขวาย ต้องศึกษาสูง ต้องงานดี ต้องนู่นต้องนี่
       และที่สำคัญคือ ต้องบริโภค
       ใครอาจจะเห็นว่าผมพูดเกินความเป็นจริงไป จริงอยู่ครับ ว่าบริโภคนิยมคงจะไม่สามารถมาแทนที่ศาสนาที่หยั่งรากลึกในสังคมมาเป็นพันปี แต่มันกำลังฝังรากลึกลงไปในทุกซอกทุกหลืบของสังคมนะครับ ในอดีตศาสนามีอำนาจพอที่จะเข้าไปทุกภาคส่วนของสังคมก็จริงครับ แต่ปัจจุบันศาสนาเข้าไปไม่ถึงแล้ว หากบริโภคนิยมกลับไปถึงในทุกๆ ที่ และกำลังสร้างฐานกำลังอย่างหนาแน่น

       ผมกลัวครับ เพราะบริโภคนิยมมันไม่มีสาระสำคัญของศีลธรรมอยู่เลย หากเราไปยึด เราจะดำเนินชีวิตกันอย่างเป็นปกติสุขได้อย่างไร คงจะเห็นตัวอย่างกันมากมายนะครับ คนแทงกันเพื่อขโมยโทรศัพท์มือถือ ฆาตกรรมเกิดเพราะต้องการวัตถุสิ่งของและเงิน ฯลฯสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ หากเราปล่อยให้ศาสนาถูกแทนที่ มีใครกลัวเหมือนผมบ้างไหมครับ
       เห็นที อาวุธที่เรามีในเวลานี้ก็เหลือไม่มาก แต่ถ้าเลือกใช้แล้ว จะสามารถชะลอ (คงหยุดไม่ได้) การรุกรานของทุนนิยมได้อย่างชะงัดอยู่ นั่นก็คือ แนวทางแห่งพุทธศาสนา การเดินทางสายกลาง การมีความประหยัด มัธยัสถ์ พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ทำให้ไม่ต้องขวนขวายให้ได้มาซึ่งสิ่งที่แท้จริงแล้วไม่จำเป็น จริงอยู่ว่าศาสนาใหม่กำลังมีอำนาจสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม

แต่อย่าให้ศาสนาใหม่มามีอำนาจเหนือใจของเราก็แล้วกัน
   


8 บทกับ โจ้ ปรีดี หงษ์สต้น
    วรรณกรรมไทยในยุคอิเลกทรอนิกส์
(23 ก.ค. 2550)
 
    ข้อได้เปรียบของนักวิจารณ์
(17 ก.ค.2550)
 
    ขึ้นเหนือเยือนน่าน (ภาคสอง)
(9 ก.ค.2550)
 
    พระรามสี่บ้าน (30 มิ.ย.2550)  
         
    ศาสนาใหม่ (30 ส.ค. 2549)  
    วัยรุ่นกับร้อยปีพุทธทาสภิกขุ
(22 พ.ค. 2549)
 
    สังคมเซนเซอร์ (20 เม.ย. 2549)  
    พื้นที่แห่งจินตนาการที่หดหายไปในวันฝนตก (16 ก.ย. 2546)