![]() ![]() |
เขียน 30 มิ.ย. 2550 ปรีดี หงษ์สต้น คงต้องพยักหน้ายอมรับกันหงึกๆ กับปรากฏการณ์ที่ครองใจมหาชนมาได้สามสี่ปีติดต่อกันแล้ว และมีทีท่าว่าเส้นกราฟจะพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ - จตุคามรามเทพ เครื่องรางของขลังวงกลม ที่มีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า เมื่อมีไว้แล้วไม่จน จะมีน้ำใจ เป็นคนดี ฯลฯ ในช่วง พ.ศ.นี้ จะเดินไปทางใด หันไปทางไหนท่ามกลางสาธารณชน อย่างน้อยก็จะมีใครห้อยองค์จตุคามฯ วงกลมขนาดเขื่องห้อยคอคล้ายกับพวกวัฒนธรรมฮิปฮอปในอเมริกา ที่ชอบเอาอะไรใหญ่ๆ มาแขวนคอกัน แล้วที่สำคัญ หากแขวนเอาไว้ในเสื้อคงจะดูไม่ขลัง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแขวนออกมาไว้นอกเสื้อ เพื่อให้ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์กันอย่างสะดวกโยธิน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท ถือเป็นจำนวนร้อยละ 1.5 ของรายได้ประชาชาติมวลรวม (GDP) และเท่าที่ประมาณกันเอาไว้ว่า มีองค์จตุคามฯ กว่า 60 ล้านองค์ ถูกเช่ากันอยู่ในตลาดในเวลานี้ - โดยค่าเฉลี่ย นั่นหมายความว่า ในคนไทยเกือบทุกๆ หนึ่งคน ต่างมีจตุคามฯ กันคนละองค์! สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันได้เกิดขึ้นในสังคมไทยในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ความเชื่อทางไสยศาสตร์ได้ถูกท้าทายอย่างมาก จริงอยู่ การจะอธิบายเพียงว่ามันเป็นความ "งมงาย" ก็ดูจะเป็นการสรุปรวมที่ฟังดูง่ายเกินไป ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงเป็นที่น่าสนใจในฐานะที่มันได้สร้างกระแส "จตุคามฯ ฟีเวอร์" ขึ้น และที่สำคัญ-มีกว่า 10 ชีวิตแล้ว ที่ถูกสังเวยไปกับกระแสความนิยมของพระเครื่องนามมหัศจรรย์นี้... ผมมีข้อสังเกตบางประการเพื่อแลกเปลี่ยนครับ เรื่องเครื่องรางของขลังในประเทศไทยนั้น มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 แล้ว โดยเครื่องรางจะมีจุดประสงค์ในการศึกสงคราม หากจะจำกันได้ ตัวอย่างของชาวบ้านบางระจัน ที่มีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้มีอาคมแก่กล้า ได้ปลุกเสกผ้าประเจียดตะกรุดพิสมร แจกจ่ายให้แก่นักรบผู้กล้าบ้านระจันแห่งนี้ ก็ถือเป็นตัวอย่างเครื่องรางของขลังในช่วงแรกๆ ดังนั้น เครื่องรางของขลังจึงเกิดขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง ทำให้หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน ฯลฯ กระทั่งล่วงเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มาสู่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลานั้นมีผู้เผยแพร่ศาสนาเข้ามาในสยามเป็นอันมาก มีการทำรูปจำลอง หรือมีการทำเครื่องหมายต่างๆ เช่นรูปไม้กางเขน เพื่อให้ผู้ที่นับถือสามารถนำติดตัวไปเคารพบูชาได้ เหตุการณ์เช่นนี้สั่นคลอนความมั่นคงของพุทธศาสนาในเวลานั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากผู้นำ ซึ่งพุทธศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญ ในการดึงเอาความจงรักภักดีเข้ามาสู่ชนชั้นของตนเอง
มาได้ไกลถึงเพียงนี้ ทั้งที่จากประวัติศาสตร์แล้ว ที่มาของจตุคามรามเทพ ยังเป็นคำถามที่ค้างคาใจ นักประวัติศาสตร์หลายต่อหลายท่านว่า...พระเครื่องที่สร้างกระแส อยู่ในเวลานี้ มีที่มาจากความเชื่อใดๆ กันแน่ ต่างจากพระเครื่องที่โด่งดังกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีที่มาให้คนได้เลื่อมใสศรัทธากันอย่างชัดเจน ผมมองว่าจตุคามรามเทพ มาได้ "ถูกที่ ถูกเวลา" เสียจริง ในยุคแห่งลัทธิบริโภคนิยมเต็มขั้น ที่แทรกซอนชอนไชเข้าไปในทุกอณูของสังคมไทยนี้นั้น บทบาทและอิทธิพลของ "สื่อ" ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงสื่ออิเลกทรอนิกส์ ได้เติบโตขึ้นอย่างมาก และมีอำนาจในการจะชี้นกให้เป็นนก ชี้ไม้ให้เป็นไม้ได้อย่างสะดวก จตุคามรามเทพมาพร้อมๆ กับการตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง มีการโหมโฆษณาในสื่อทุกแขนง ทุกประเภท มองไปทางไหนก็จะพบพระเครื่องวงกลมขนาดใหญ่ทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมด ส่งผลให้มหาชนเข้าถึงความโด่งดัง ของเครื่องรางนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ลองนึกย้อนไปถึงความโด่งดังของศิลปินอย่างเอลวิส เพรสลี่ย์ หรือกลุ่มศิลปินนามอุโฆษอย่างเดอะ บีเทิลส์ พวกเขาสร้างชื่อเสียงตลอดศตวรรษที่ 20 ผ่านการกำเนิดของ "สื่อ" ที่มีอิทธิพลสูงสุดอย่างโทรทัศน์นี่เอง จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์จตุคามรามเทพเกิดขึ้นผ่านช่องทางเดียวกัน แต่ผลพวงจากกระแสที่เกิดขึ้น กลับทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาพื้นที่ของ "พระพุทธศาสนา" ในใจของคนไทยกันเสียแล้ว ว่าไปอยู่ที่ใดกันหมด? การที่คนไทยจำนวนมากหันมาพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในปัจจุบัน ย่อมแสดงให้เห็นถึง "ความไม่มั่นคง" ที่เกิดขึ้นในสังคม และพุทธศาสนาเองไม่สามารถก่อให้เกิดความมั่นคงขึ้นในจิตใจคนไทยได้ คนจึงหันไปพึ่งเครื่องรางของขลังกันเสียหมด ประการสำคัญคือ ความเชื่อเรื่องจตุคามรามเทพขัดแย้งกับหลักพุทธศาสนาอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว - หลักที่องค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้ว่า อตฺตาหิ อตฺโนนาโถ - ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น กลับหัวกลับหางไป เนื่องจาก "มีกูไว้ไม่จน" หมายความถึงว่า "ไม่ต้องพึ่งตนเอง พึ่งจตุคามฯ ดีกว่า ไม่มีทางจน" ซึ่งสนองตอบกับบริโภคนิยม ว่าคนกลับเอาตัวตนไปผูกกับวัตถุและบริโภค "สัญญะ" ที่มาจากวัตถุนั้นอย่างไม่บันยะบันยัง ยกตัวอย่างเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง มีคำโปรยว่า "ความสุขที่คุณดื่มได้" หมายความถึงสิ่งที่ผู้บริโภคดื่ม "ความสุข" ซึ่งเป็นสัญญะที่ผู้ขายต้องการเสนอ มากกว่าต้องการดื่มไอ้ของเหลวนั้นโดยตรง-จตุคามรามเทพก็เช่นกัน ผู้บริโภคห้อยเอาไว้ที่คอ เพื่อสกัดกั้นความจนของตนเองออกมา เพราะบอกเอาไว้ว่า "มีกูไว้ไม่จน" ลักษณะนี้เป็นการออกห่างจากเนื้อของพุทธศาสนาอย่างรุนแรงทีเดียว คำถามที่ต้องถามกันต่อไปคือ พุทธศาสนาล้มเหลวหรืออย่างไร? เหตุใดจึงไม่สามารถสร้างความมั่นคงขึ้นในจิตใจของคนได้อีกต่อไป? ทั้งทางฝ่ายสงฆ์และฆราวาสควรจะต้องมีการทบทวนเป็นการใหญ่ ว่าจะมีวิธีการเช่นไร ที่จะยึดเอาพื้นที่แห่งพุทธศาสนาในจิตใจคนกลับมา มากกว่าจะมานั่งถกเถียงกันว่า ควรจะบรรจุคำบางคำเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้ให้หลักประกันผลอันเป็นรูปธรรมอย่างไรเลย คนไทยในเวลานี้กลับไม่ได้เข้าวัดเมื่อมีความสุขแล้ว พวกเขาไปวัดเนื่องจากมีความทุกข์เสมอ ไปทำบุญ ถวายสังฆทาน เพื่อหวังว่าจะ "พ้นซวย" ได้เสียที นอกจากนี้ คนเดินเข้าวัดส่วนใหญ่กลับกลายเป็น "ไม้ใกล้ฝั่ง" ที่มีจุดประสงค์เพื่อเข้าไป "ปลงตก" อยู่ในวัดเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย?!? ดังนั้นสิ่งที่ทั้งสงฆ์ทั้งคฤหัสถ์จะต้องปรึกษากัน คือจะผนึกกำลังสร้างความเข้าใจในพุทธศาสนาให้มากขึ้นได้อย่างไร แทนที่จะปล่อยให้ไสยทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงในใจคนอย่างที่ผ่านมา หรือเลิกทำการ "หากิน" ด้วยการโหนกระแสจตุคามฟีเวอร์ ปลุกเสกพระเครื่องออกมาขายโดยไร้จิตสำนึกใดๆ ทั้งสิ้น แน่นอนว่า ผู้ที่ห้อยจตุคามฯที่เป็นผู้สุจริต ทำมาหากิน ขยันขันแข็ง ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ย่อมจะประสบความสำเร็จ แต่ในสังคมตามกระแสอย่างในทุกวันนี้ จะเหลืออยู่สักเท่าใดกัน? พุทธศาสนาที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะช่วยคนพ้นออกจากวิกฤตนี้ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะ "ตื่น" ขึ้นเมื่อใด ป.ล. จตุ แปลว่า สี่ คาม แปลว่า ที่อยู่อาศัย, บ้าน รามเทพ แปลว่า พระราม จตุคามรามเทพ = พระรามสี่บ้าน?!? |
|