![]() ![]() |
เขียน 9 ก.ค. 2550 ปรีดี หงษ์สต้น "แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง" จากความทรงจำแสนดีที่น่านได้ให้ไว้แก่ผมไม่นานก่อนหน้านี้, วันนี้ผมได้พบกับเธออีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเวลาย่ำค่ำแล้ว แสงอาทิตย์ลาไปพร้อมๆ กับที่ร่างของเธอปรากฏขึ้นตรงหน้า ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดน่าน เมืองงาช้างดำ น่านยุคก่อนประวัติศาสตร์ เอกสารหนังสือเรื่องราชวงปกรณ์ พงศาวดารน่าน ซึ่งพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน (พ.ศ. 2374-2361) ได้ให้แสนหลวงราชสมภารเป็นผู้พิจารณาเสาะสืบ ตรวจหารวบรวมและเรียบเรียงเอกสารดังกล่าว ได้ระบุว่า พญาลาวจังกราช (พ.ศ.1811-1301) ซึ่งครองเมืองเงินยาง เชียงแสนและเมืองฝาง ได้ให้าชบุตรองค์แรกชื่อ ลาวกอ ไปครองเมืองแคว้น "กาว" หรือเมือง "น่าน" (พ.ศ.1220) ปี พ.ศ.1604 พญาตรีลานดำเจ้าเมืองน่าน ได้นำกองทัพเข้าไปตีเมืองเชียงแสน โดยอ้างสิทธิ์ครองเมืองดังกล่าว เพราะตนเองเป็นหลานของพญาลาวกอ จนกระทั่งปี พ.ศ.1747 พญาธรรมิกราชขุนเจื่อง กษํตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งนครภูกามยาว (พะเยา-เชียงราย) ได้ตั้งราชบุตรคือ เจ้าชุมแสง ไปครองเมืองนันทบุรีหรือเมืองน่านนั่นเอง น่านยุคประวัติศาสตร์ เมืองน่านคือ "นันทบุรี" เป็นนครรัฐของกลุ่มชนชาวไทยที่รวมกันก่อตั้ง บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านในหุบเขาภาคเหนือทางตะวันออก ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันกับการรวบรวมตัวก่อตั้งนครรัฐ หรือแว่นแคว้นของกลุ่มชนชาวไทย ผู้อยู่อาศัยในบริเวณลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำปิงทางตอนบนของภาคเหนือ ฐานะของเมืองน่านเป็นเพียงนครรัฐเล็กๆ ที่มีเขตปกครองไม่กว้างขวางนัก เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศถูกปิดล้อมโดยเทือกเขาสูงและป่าทึบ ที่ราบสำหรับการเกษตรมีอยู่อย่างจำกัด ไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกสำหรับเลี้ยงผู้คนจำนวนมากได้ ทำให้มีผู้คนอาศัยอยู่น้อย เมื่ออาณาจักรหรือแว่นแคว้นใดที่อยู่ข้างเคียงมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ก็มักจะเข้ามีอิทธิพลทางการเมืองและการปกครองเหนือเมืองน่าน ทำให้เกิดผลกระทบต่อการปกครองภายในนครรัฐแห่งนี้อยู่หลายครั้งหลายคราว โดยน่านมีเจ้าเมืองทั้งหมด 64 คน ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ถึง พ.ศ.2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองหนึ่งปี พัฒนาการของเมืองน่านมีอยู่ด้วยกัน 5 ยุค คือ 1.เมืองปัวหรือวรนคร 2.ภูเพียงแช่แห้ง 3.เวียงใต้ 4.เวียงเหนือ 5.น่านปัจจุบัน น่านปัจจุบัน เรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดเมืองน่านยุคปัจจุบันนั้น เริ่มต้นขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 โดยเจ้าขุนฟอง ผู้ครองนครเชื้อสายราชวงศ์ภูคา ได้สร้างเมืองปัวหรือวรนครขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองชุมชนและหมู่บ้านน้อยใหญ่ กระจัดกระจายกันอยู่ตามบริเวณที่ราบใกล้เคียง ต่อมาพญาการเมืองย้ายชุมชนจากเมืองปัว ลงมาสร้างเมืองใหญ่บริเวณภูเพียงแช่แห้งบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน โดยนำพระธาตุและพระพิมพ์จากกรุงสุโขทัย ที่ได้รับพระราชทานจากพญาลิไทมาบรรจุไว้ในพระมหาธาตุเจดีย์ ที่พระองค์โปรดให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมืองและชุมชนที่ตั้งขึ้นใหม่ พระมหาธาตุเจดีย์นี้ก็คือพระธาตุแช่แห้งนั่นเอง ปี พ.ศ.1911 พญาผากองได้ย้ายเมืองและชุมชนจากเมืองภูเพียงแช่แห้ง มายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน เพราะเกิดความแห้งแล้งกันดารน้ำ เมืองที่สร้างขึ้นใหม่นี้อยู่ห่างจากเมืองเก่าประมาณหกสิบเส้น เรียกว่า "เวียงใต้" ต่อมาในสมัยพระเจ้าสมนเทวราช พ.ศ.2362 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมเมืองน่าน จึงย้ายเมืองไปตั้งบนที่ดอนบริเวณดงพระเนตรช้างทางตอนเหนือของเมืองน่าน เรียกว่า "เวียงเหนือ" จนกระทั่งปี พ.ศ.2398 แม่น้ำน่านเปลี่ยนเส้นทางถอยห่างจากบริเวณกำแพงเมืองเดิมออกไปมาก เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อย้ายกลับมายังที่ตั้งเดิมและบูรณะปฏิสังขรณ์กำแพงเมืองน่านขึ้นมาใหม่แล้วเสร็จในป ีพ.ศ.2400 และสืบเนื่องต่อมาเป็นน่านในปัจจุบัน (ข้อมูลส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจากหนังสือ แผนที่ชุมชน เมืองเก่าน่าน NAN Cultural Heritage Atlas โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังขึ้นทันที แน่ะ!...แกยังไม่รู้เรื่องอีก...ผมหัวเราะไปด้วยพูดไปด้วย แต่เธอไม่ยักขำไปกับผม ดุผมเสียอีกว่ามันไม่ใช่ความผิดของแกที่เข้าคิวไม่เป็น แต่เป็นสังคมต่างหาก ที่ละทิ้งคนอย่างแกเอาไว้ เจ้าของท้องถิ่นที่เครื่องบินลำนั้นกำลังจะบินไปลง! พวกเราต้องหัดเคารพ "ราก" เสียบ้าง น่านโตขึ้นเยอะจริงๆ เครื่องบินทะยานขึ้น มองลงมาที่พื้นดินด้านล่าง, ผมพบว่า มนุษย์เราตัวเล็กเหลือเกิน...อารยธรรมที่เราสั่งสม คุณค่าที่เรายึดถือจะถูกเปลี่ยนแปลงไปได้ภายในชั่วพริบตาเดียว หากน้ำท่วมโลก มันก็จะชะอารยธรรมของเราทิ้งไป เมื่อสภาวะที่เอื้อต่อการมีชีวิตเกิดขึ้นอีก สิ่งมีชีวิตที่ใช้ปัญญารุ่นต่อไปก็จะมาขุดพบ iPod, Notebook ฯลฯ แล้วเล่าถึงเรื่องราวของพวกเราต่อไปในอารยธรรมใหม่ของพวกเขา เราตัวเล็กเหลือเกิน
น่านเป็นคนสงบ เงียบ เรียบ สบายๆ ดูธรรมดาไปเสียทั้งหมด หากแต่ยิ่งได้รู้จักกับเธอมากขึ้น ผมยิ่งพบว่า "เธอยิ่งพิเศษ" ให้ตายสิ ผมอยากจีบเธอเสียจริง เสียดายที่เธอมีเจ้าของแล้ว... คือคนไทยทุกคน ป.ล. นี่ๆ คุณ หากได้ยินคำว่า "สะล้อ ซอ ซึง" ในสามคำนี้ มีเครื่องดนตรีเพียงสองชนิดเท่านั้นนะครับ คำว่า "ซอ" แปลว่า "ร้อง" ในภาษาเหนือ ไม่ใช่เครื่องดนตรีอย่างที่เข้าใจกันนะครับ! |
|