ข้อได้เปรียบของนักวิจารณ์
เขียน 17 ก.ค. 2550
ปรีดี หงษ์สต้น

       พอดีช่วงนี้ไม่ใคร่จะมีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนมากนัก จึงจ่อมอยู่กับกองนิตยสารที่รับเอาไว้หลายเล่ม แต่ไม่มีโอกาสอ่านได้ทันรอบเลย-คิดว่าหลายคนคงจะเป็นเหมือนผม เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับหน้าที่ๆ ทำประจำ เวลาว่างที่จะมาอ่านนิตยสารเล่มล่าสุดก็คือเมื่อเล่มใหม่ออกวางแผงแล้วนั่นเอง
       พลิกไปตามแต่ละหน้านิตยสารหลากหัวในปัจจุบัน ก็พบว่าคอลัมน์ "บังคับ" ที่มีให้เห็นได้ทั่วไป ก็คือบทวิจารณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอัลบั้มดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือ (ซึ่งน้อยเต็มที) ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารประเภทใด ต่างบรรจุบทวิจารณ์เหล่านี้เอาไว้ไม่มากก็น้อยตามแต่เนื้อหาของหนังสือจะเอื้ออำนวย ซึ่งบทวิจารณ์ต่างๆ ทีผ่านตาผมไปบทต่อบท ต่างก็เป็นเครื่องแสดงถึงข้อได้เปรียบของนักวิจารณ์ ที่มีเหนือบุคคลธรรมดาทั่วไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แห่งการแสดงออกทางความคิด ที่มากกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา การลดโอกาสของตนที่จะถูก "วิจารณ์" หรือรวมไปถึงการได้รับความน่าเชื่อถือ การไว้วางใจในฐานะที่คุณได้รับหน้าที่ "นักวิจารณ์" จากคนอื่นๆ ด้วยเสียอีก

       นับเป็นการงานที่ได้กำไร (ที่ไม่ใช่ตัวเงิน) แท้ๆ เทียว

       เป็นที่แน่นอนว่า การดำรงตำแหน่งนักวิจารณ์ในคอลัมน์ของนิตยสารต่างๆ ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษที่จะได้ใช้โทรโข่งป่าวประกาศ สิ่งที่ตนเองคิดและรู้สึกไปให้สาธารณชนได้ทราบ ซึ่งนับว่าเป็นสิทธิพิเศษท่ามกลางอีกเป็นล้านๆ เสียงที่ถวิลหาโทรโข่งเพื่อป่าวประกาศความคิดความต้องการเล็กๆ ของตนบ้าง
       คงต้องย้อนกลับมาที่ตัวนักวิจารณ์เองครับ ว่าจะให้ความหมายสิทธิพิเศษของตนเหล่านี้เป็น "ความรับผิดชอบ" ต่อส่วนรวมหรือไม่ กล่าวคือ เขาจะใช้พื้นที่ในการวิจารณ์เพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนอื่นนั่นเอง ผมถือว่านี่เป็นเรื่อง "จรรยาบรรณ" เลยทีเดียว เพราะมองอีกแง่หนึ่ง นักวิจารณ์ก็ทำหน้าที่บางส่วนเหมือน ส.ส. ได้ หากเขาเรียนรู้และเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ นำเสียงของคนส่วนน้อยที่ไม่มีใครรับฟังมาประกาศผ่านโทรโข่งเครื่องใหญ่ของเขา-ผมนับว่านั่นเป็นจริยธรรมที่นักวิจารณ์พึงจะมีได้

       นอกเหนือจากนี้ การเป็นนักวิจารณ์ยังได้รับข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งนั่นคือ โอกาสที่ตนเองจะถูกวิจารณ์นั้นลดลง เพราะคงไม่ค่อยจะมีใครทำ "วิจารณ์บทวิจารณ์" สักเท่าใดนัก และผู้ที่ถูกวิจารณ์คงจะไม่มีโอกาสได้ตอบข้อสงสัย หรือแก้ต่างในสิ่งที่ตนเองถูกตั้งแง่เอาไว้แต่อย่างใด เช่น ผู้กำกับหนังคงจะมีโอกาสน้อยในการคลายข้อสงสัยของนักวิจารณ์ทั้งหลาย แต่ยกเว้นในกรณีที่ผู้ถูกวิจารณ์เป็นคอลัมนิสต์หรือมีพื้นที่เป็นของตนเอง เราจะได้เห็น "สงครามปากกา" กันไปอย่างสนุกความคิดทีเดียว
       โอกาสที่น้อยลงในการถูกวิจารณ์กลับนี้มันมีผลสองด้านครับ ด้านหนึ่งอาจน่ากลัวที่ว่า มันไปบ่มเพาะทิฐิของนักวิจารณ์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนตัวเองคิดว่าตนถูกไปเสียทุกเรื่อง และใครมาวิจารณ์ตัวเองไม่ได้ ข้าฯวิจารณ์คนอื่นได้อย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้ นักคิด-นักวิจารณ์ที่สร้างสรรค์คงจะร่อยหรอลงไปในสังคมไทย

       อีกทางหนึ่ง-ซึ่งเป็นทางที่ดีกว่า คือผู้วิจารณ์จะต้องรู้ถึงข้อได้เปรียบเรื่องนี้ และหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ ขยันค้นคว้า ฝึกปรือตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้บทวิจารณ์ของตนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนคนหมู่มากได้ ถ้ามันถูกแปลอย่างนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องสร้างสรรค์ที่ควรเกิดขึ้นให้มากในสังคม ไม่ใช่เพียงแค่สักแต่ว่าจะวิจารณ์อย่างไรก็ได้เพราะคิดว่าผู้อ่านไม่รู้ ทำอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกผู้อ่านและเป็นการคิดผิดอย่างถนัดทีเดียว

       ข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งการมีผลงานในการวิจารณ์เรื่องใดๆก็ตามนั้น แสดงให้เห็นว่าคุณได้ "ผ่าน" หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาแล้วพอสมควร ดังนั้นการเป็นนักวิจารณ์ก็ได้รับเครดิตการเป็นผู้มีภูมิความรู้ไปโดยปริยาย ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้จริงหรือไม่ แต่คนอ่านจะมองว่าเขา "แน่" ในเรื่องที่เขาวิจารณ์
       เหนือสิ่งอื่นใดครับ หลังจากที่ผมกวาดตาผ่านนิตยสารทั้งกอง ผมก็นั่งนึกว่า จริงๆแล้วคนไทยนี่ก็เป็นนักวิจารณ์กันเยอะนะครับ นอกเหนือไปจากวิจารณ์หนัง เพลง หนังสือ ละคร แล้วยังมีวิจารณ์การเมืองอย่างถึงพริกถึงขิงเสียด้วย ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเนื้อหาเกี่ยวกับการบ้านการเมืองทั้งหลายมีให้เห็นมากมายครับ แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงความเป็น "นักปฏิบัติ" แล้วล่ะก็ ผมไม่แน่ใจนักว่า จะมีหลงเหลืออยู่สักอีกกี่คน

       เห็นแต่คนวิจารณ์กันปาวๆ ให้ดีกันบ้าง ให้ร้ายกันบ้าง แต่ไม่ค่อยเห็นใครลงมือทำกันจริงๆ จังๆ สักคน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็มีนักวิจารณ์จำนวนมากวิเคราะห์สถานการณ์กันอย่างดุเดือด แต่ไม่ค่อยเห็นใครออกจากห้องทำงานเครื่องปรับอากาศไปช่วยเหลือกันเท่าไหร่ ยกตัวอย่างปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไรครับ คนวิจารณ์มากกว่าคนลงไปทำงานจริงเสียอีก สรุปมัวแต่ด่ากัน ปัญหาจึงค้างคาอยู่อย่างนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น

       พูดง่ายๆ ว่านักวิจารณ์ไทยนั้น รู้ทั้งรู้ ว่าอะไรเป็นปัญหา แต่ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องมีส่วนช่วยแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่สร้างสรรค์ละครับ เหมือนเขียนวิจารณ์รับเงินค่าต้นฉบับแล้วเปิดตูดหนี อย่างนี้ถือว่าขาดจริยธรรมครับ

       มันถึงเวลาแล้วครับ ที่จะสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์ให้มีคุณภาพ

       ไม่ใช่เอะอะอะไรก็วิจารณ์ไปหมดโดยขาดความเข้าใจถึงสถานการณ์อย่างถ่องแท้ วิจารณ์หนังก็คัดมุมมองสะท้อนข้อคิดมาสู่ผู้อ่าน วิจารณ์เพลงก็แปรตัวโน้ตออกมาให้ผู้อ่านเห็นว่ามีคุณค่าอย่างไร วิจารณ์บ้านเมืองนอกจากจะว่าดีไม่ดีอย่างไรแล้ว ก็ช่วยหาทางออกและเคลื่อนไหวร่วมกันแก้ปัญหา ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้นั้น ผมเชื่อครับว่าพี่ไทยรู้กันอยู่แล้ว แต่ถึงเวลาแล้วครับที่จะหันมาเป็น "นักปฏิบัติ" กันเสียบ้าง

เสียเหงื่อบ้าง แทนที่จะเสียแต่น้ำลายอย่างเดียว มันเปลือง !!

   


8 บทกับ โจ้ ปรีดี หงษ์สต้น
    วรรณกรรมไทยในยุคอิเลกทรอนิกส์
(23 ก.ค. 2550)
 
    ข้อได้เปรียบของนักวิจารณ์
(17 ก.ค.2550)
 
    ขึ้นเหนือเยือนน่าน (ภาคสอง)
(9 ก.ค.2550)
 
    พระรามสี่บ้าน (30 มิ.ย.2550)  
         
    ศาสนาใหม่ (30 ส.ค. 2549)  
    วัยรุ่นกับร้อยปีพุทธทาสภิกขุ
(22 พ.ค. 2549)
 
    สังคมเซนเซอร์ (20 เม.ย. 2549)  
    พื้นที่แห่งจินตนาการที่หดหายไปในวันฝนตก (16 ก.ย. 2546)