![]() ![]() |
เขียน 23 ก.ค. 2550 ปรีดี หงษ์สต้น ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน "ราหูอมจันทร์" ครั้งแรก ที่ทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้จัดขึ้น มีการทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการฟังปาฐกถา การเสวนา การอ่านบทกวี และการฟังดนตรีเพื่อหล่อเลี้ยงวิญญาณของเหล่าคนหนังสือให้สดชื่นขึ้นมาได้บ้าง วรรณกรรมไทยในยุค 20-30 ปีที่ผ่านมา ได้ลดบทบาทในการเป็นตัวขับเคลื่อนแห่งยุคสมัยลงไป ถูกเข้าแทนที่ด้วยจอโทรทัศน์และสื่ออิเลกทรอนิกส์หลากหลายชนิด รวมไปถึงอินเตอร์เนตที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นในหมู่วงการวรรณกรรมว่า "วรรณกรรมตายแล้วหรือ?" แน่นอนว่า ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องการล้มหายตายจากไปอย่างถาวรของการอ่านหนังสือ แต่ข้อสังเกตที่เกิดขึ้นมาย่อมจะเป็นสัญญาณบางชนิด ที่บ่งบอกให้เหล่าผู้คนที่หลงรักในสวนอักษรทั้งหลาย ควรจะต้องมาพิจารณากันว่า ที่ว่าวรรณกรรมตายแล้วนั้น จริงหรือไม่จริงอย่างไร? เรามีจุดยืนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไร? และที่สำคัญคือ เราควรจะทำอย่างไรกับมันดี? การเสวนาในงานดังกล่าว มีการพูดถึงหนังสือรวมเรื่องสั้นเชิงสร้างสรรค์ชื่อเดียวกับงาน โดยเป็นการรวบรวมเรื่องสั้นในอัตราส่วน 1:1:1 กล่าวคือ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องสั้นจากนักเขียนมือฉมัง เป็นเหล่ามือรางวัลใหญ่ทั้งหลายอย่างเช่นซีไรท์ หากเทียบเป็นนักฟุตบอล ก็คงจะเปรียบเป็นขั้นเก๋าอย่างซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ของเรานั่นเอง ส่วนที่สองคือเรื่องสั้นจากนักเขียนระดับกลาง กำลังสร้างบารมีแก่ตนเอง บ้างมีผลงานรวมเล่มแล้ว บ้างยังไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์ แต่สำหรับในวงการนักเขียน ชื่อของเขาเหล่านี้ก็ถือว่าคุ้นหูพอสมควรทีเดียว ถ้าจะเทียบก็เหมือนดัสกร ทองเหลา ซึ่งในเวลานี้กำลังสั่งสมประสบการณ์เพื่อก้าวสู่แถวหน้าของทีมชาติไทยอย่างแท้จริง แม้จะมีอารมณ์ร้อนไปบ้างตามนิสัยคนหนุ่ม ซึ่งส่งผลให้เกมเสียได้ อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นกำลังหลักของวงการในเวลานี้ทีเดียว ส่วนสุดท้ายนี่คงจะหนีไม่พ้นดาวรุ่งพุ่งแรง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ผลงานเป็นครั้งแรก เริ่มจะมีชื่อเข้าไปประทับอยู่ในบรรพิภพบ้างไม่มากก็น้อย คนเหล่านี้กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักในอนาคตเช่นเดียวกัน แต่ยังต้องขัดเกลาฝีมืออีกมาก เพื่อที่จะก้าวขึ้นเทียบชั้นเหล่าเทพได้ ตัวอย่างที่เห็นก็ลีซอ ธีรเทพ วิโณทัย อย่างไรละครับ อีกส่วนหนึ่งเป็นผลงานเรื่องสั้นของมือเขียนจากเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ ซึ่งมาแปลเป็นภาษาไทย เรื่องของคนเหล่านี้ก็มาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าญาติมิตรน้ำหมึกเพื่อสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่าต่อไป ลักษณะดังกล่าวดูคล้ายกับ "ช่อการเกด" มีมือบรรณาธิการนามอุโฆษอย่างสุชาติ สวัสดิ์ศรี ซึ่งคัดสรรนักเขียนดีๆ ให้เข้ามาได้รับการรู้จักและยอมรับในแวดวงวรรณกรรม การกำเนิดขึ้นของวารสารเช่นนี้นับเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่จะสร้างบรรยากาศแห่งวรรณกรรมอย่างที่ช่อการะเกดเคยสร้าง แม้ว่าจะไม่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับในอดีตก็ตาม ในงานเสวนา มีการอภิปรายถึงเรื่องพื้นที่ทางวรรณกรรมที่หดหายไปเมื่อเวลาดำเนินผ่าน และมีการมองว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับการปลุกวรรณกรรมให้ฟื้นคืน คือการสร้าง "คนอ่าน" ให้ได้เสียก่อน คือหากมีแฟนหนังสือตามอ่านงานของใครคนใดคนหนึ่งแล้วนั้น นักเขียนก็ย่อมจะสามารถ "อยู่ได้" และมีแรงบันดาลใจในการผลิตงานเขียนออกมาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากและไม่ได้ถูกนำมาอภิปรายคือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างคนอ่านได้ ? การถดถอยของคนอ่านวรรณกรรมย่อมจะเป็นที่เข้าใจได้ หากเรามองด้วยกรอบการแข่งขันตามหลักทุนนิยมแบบธรรมดา กล่าวคือ เมื่อมีผู้ขายหลายรายอยู่ในตลาด ย่อมจะมีการ "แบ่งเค้ก" ระหว่างกันของผู้ผลิต และแน่นอนว่า เมื่อสื่อเติบโตขึ้นอีกหลายแขนง ผู้คนย่อมหาความบันเทิงที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด การอ่านหนังสืออาจไม่สอดคล้องกับชีวิคนในเมืองที่ต้องเร่งรีบ ไม่มีเวลานั่งลงทำสมาธิเพื่ออ่านหนังสือได้ ต่างจากการแวบเข้าโรงภาพยนตร์สองชั่วโมงกว่าๆ ก็สามารถสร้างอรรถรสให้แก่คนดูได้ภายใต้เวลาที่น้อยลงไปอย่างมาก หรือจะเป็นโทรทัศน์ก็ตาม ย่อมจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับชีวิตของคนที่มีเวลาน้อยลงเรื่อยๆ ในแต่ละวัน นี่ยังไม่ได้คำนึงถึง "วัฒนธรรมการอ่าน" ในสังคมไทย ซึ่งไม่ได้มีความเข้มแข็งมาตั้งแต่ต้น อันอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้หนังสือประเภทวรรณกรรมสร้างสรรค์ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร รวมไปถึงเนื้อหาของวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์เอง ที่อาจจะ "ยาก" เกินไปสำหรับผู้อ่านหนังสือบางกลุ่ม ดังนั้นเรื่องหาผู้อ่านก็จะต้องเริ่มคำนึงจากจุดนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตเรื่องความแตกต่างของการเสพหนังสือ และโทรทัศน์ ว่ามีมากพอสมควรทีเดียว เช่นวิธีการเข้าถึงเนื้อหาของหนังสือ ผู้อ่านจะต้องใช้ความสามารถของตนอ่านต่อเนื่องไป ทำความเข้าใจและทำสมาธิให้เกิด เมื่อนั้นเนื้อหาของหนังสือจึงจะสามารถถูกเสพได้ แต่สำหรับจอโทรทัศน์ เราสามารถนั่งอยู่ด้านหน้าของจอ ทำกิจกรรมใดๆ ไปด้วยหรือไม่ก็ได้ และปล่อยให้ภาพเคลื่อนไหวทำหน้าที่ "เล่า" เนื้อหาของมันเองออกมา ความแตกต่างแบบนี้ สำหรับหนังสือนั้น ผู้เสพจะต้องเป็นผู้เข้าไปสัมผัสกับเนื้อหา ซึ่งทำให้ผู้ดูมีลักษณะ "Active" ส่วนสื่อประเภทโทรทัศน์นั้น ผู้เสพจะมีลักษณะ "Passive" คือรอรับสารที่จะถูกถ่ายทอดออกมาเท่านั้น ด้วยธรรมชาติของคนยุคปรมาณู ซึ่งแสวงหาอะไรที่สะดวกกว่า ง่ายกว่า และเร็วกว่าอยู่เสมอ ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจได้ไม่ยากว่า อย่างไรหนังสือก็ต้องตกอยู่ในสถานะนี้วันยังค่ำ แต่เราจะสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง? สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในปัจจุบัน การทำหนังสือไม่ได้เป็นเรื่องของผู้เขียนเป็นอย่างเดียว-แต่กลับเป็นเรื่องของผู้ขาย สายส่ง สำนักพิมพ์ ฯลฯ เพื่อนำหนังสือนั้นไปสู่ผู้บริโภค เราต้อง "เล่นให้เป็น" ว่าเวลานี้มีหนทางใดบ้างในการเผยแพร่ผลงานออกไป ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนต หรือใช้สื่อโทรทัศน์เข้าช่วยด้วย อาจต้องมีการโฆษณา รวมไปถึงกลวิธีใดๆ ก็ตาม ที่จะสามารถนำหนังสือไปดึงดูดให้ผู้อ่านซื้อได้ เช่นการส่งเสริมให้มัครสมาชิกด้วยการมีของแถมเยอะๆ หรือการให้สมัครเป็นสมาชิกเพื่อไปอ่านในอินเตอร์เนต ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของนิตยสารต่างๆ ที่จะเปิดโอกาสให้วรรณกรรมได้ออกมาเผยแพร่หรือไม่ เพราะในปัจจุบัน มีจำนวนนิตยสารที่ให้พื้นที่แก่เรื่องสั้นจำนวนนับนิ้วได้ ดังนั้นอาจจะต้องมีการจัดงานสร้างพันธมิตรระหว่างนิตยสารและกลุ่มคนเขียนหนังสือ หรืองานใดๆ ก็ตามที่สามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ด้วย ที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องของนักเขียนเอง ที่จะต้องผลิตงานออกมาอย่างต่อเนื่อง และใช้ความประณีตสร้างงานที่สามารถตรึงใจคนอ่านให้ได้ นั่นก็จะสามารถสร้างคนอ่านได้อีกทางหนึ่ง อย่าลืมว่า...หนังสือจะไม่มีวันมีประโยชน์ หากมันไม่ได้ถูกเปิดอ่าน |
|