Home & NewsHistoryDhamma AreeKai-U Luck KidDhamma's WebboardContactDhamma Cartoon
 
 
MP3VDOsPDF  




* แทรกนิดนึงนะครับ ทวนความจำกันหน่อย

พวกเราคณะญาติธรรม "บ้านอารีย์ ๒๖" เดินทางไปภาวนาที่ผาซ่อนแก้ว ๔ วัน ๓ คืน จึงเดินทางกลับ แต่หนุ่มต้นขออยู่ต่ออีก ๑ สัปดาห์ เพราะได้ลางานไว้เรียบร้อยแล้ว และ ขวามือ คื่อเรื่องเล่าของเขาหลังจากนั้น

ขอเกริ่นเรื่องผีอีกหน่อย ตั้งแต่พวกเราเดินทางไปวันแรก ได้เข้ากราบนมัสการพระอาจารย์ปารมี (ยงยุทธ) สุรยุธฺโธ ที่ศาลาพระหยกเขียว (ท่านเป็นพระอาจารย์ที่น่ารักมาก โดยแสดงธรรมแทรกอารมณ์ขันตลอดเวลา จนดูไม่ออกว่า ท่านกำลังป่วย ด้วยอาการของ โรคมะเร็งระยะที่ ๒) นอกจากพระอาจารย์จะแจกแจงระเบียบ สำหรับพักในวัดแล้ว ท่านยังเล่าเรื่องผีให้ชวนขนหัวลุกอีกหลายเรื่อง มี ๒ เรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟัง




๑. ท่านมีลูกศิษย์คนหนึ่ง (ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว) เป็นหนุ่มชาวบ้านละแวกนั้น มาสนทนาและปรนนิบัติท่านบ่อยๆ จนสนิทสนมกันดี อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าหนุ่มหายออกจากบ้านไปหลายวัน (มาทราบภายหลังว่าทะเลาะกับแม่ก่อนหายตัวไป) จนกระทั่ง ๓-๔ วันหลังจากนั้น จึงพบร่างไร้วิญญาณ ในสภาพเน่าเปื่อยแต่ "ไร้หัว" บริเวณลำห้วยเชิงหน้าผา จนมีผู้ภาวนาในวัด พากันเล่าว่า "เห็นร่างที่ไร้หัว มายืนอยู่ตรงหน้าระหว่างภาวนา"

๒. สมัยที่ท่านยังออกธุดงค์ แสวงหาที่วิเวกเหมาะแก่การภาวนา จนมาพบถ้ำที่ผาซ่อนแก้ว (ก่อนสร้างวัด) คืนหนึ่งขณะที่ท่านเข้าสมาธิ เห็นโยมมาคุกเข่าประนมมือกราบท่านอยู่ ได้สนทนากัน จนทราบชื่อ โยมบอกว่า "ทรมานเหลือเกิน" ท่านเล่าว่า เห็นโยมลอยจากเชิงผามาจนถึงถ้ำที่ท่านพักอยู่ ในสภาพไร้ขา รุ่งเช้าท่านจึงลงไปพบผู้ใหญ่บ้าน สอบถามว่ามีคนชื่อนี้มั้ย? ผู้ใหญ่บ้านตอบว่ามี จึงนำท่านไปพบหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง พอบอกชื่อ และรูปร่างลักษณะได้ตรง แกตกใจมาก บอกว่าเป็นสามีของแกเอง ที่เสียชีวิตจากอบัติเหตุ มีดตัดใบหญ้าฟันขาจนขาด

ประกอบกับบริเวณผาซ่อนแก้ว ยังเป็นอดีตสมรภูมิเขาค้อ ที่มีผู้ก่อการร้ายมาเสียชีวิตจำนวนมาก คืนก่อนกลับท่านจึงพาพวกเราคณะญาติธรรม เดินขึ้นเขาฝ่าความมืด ไปยังจุดแพร่ง เพื่อทำสมาธิแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล ให้แก่สรรพสัตว์ผู้ยังเร่ร่อนอยู่ในห้วงทุกข์ ณ บริเวณนั้น ก่อนตบท้าย ด้วยการเล่าเรื่องผี แบบมีเอฟเฟ็คพ่วงท้ายอีกตะหาก เป็นที่ครึกครื้น ประทับใจ ประกอบขนหัวลุกไม่หาย

พ่อไก่อู เขียน (๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑)
  ๑. ประสบการณ์ตื่นเต้นยามค่ำคืน ที่ผาซ่อนแก้วของนายต้น วรานนท์ (๓ มิถุนายน ๒๕๕๑)

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ ญาติธรรม "บ้านอารีย์ ๒๖"
ผมต้นเองครับ มาเล่าประสบการณ์ที่อยู่ผาซ่อนแก้วมาอาทิตย์กว่าๆ

วันแรกที่ไปนอนก็ค่อนข้างรู้สึกกลัว เพราะฟังเรื่องผีมาเยอะ แต่ก็พยายามเจริญสติแบบเคลื่อนไหว เดินบ้าง เคลื่อนไหวมือบ้าง เพื่ออยู่กับความรู้สึกตัว
     ช่วง ๓ วันแรกที่อยู่ก็ไม่เท่าไหร่ แต่หลังจากนั้น เหลือแค่ผม ก็ย้ายไปนอนที่กุฏิ ๑ ซึ่งเป็นพื้นไม้เวลาเดินจะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ตอนกำลังจะอาบน้ำได้ยินเสียง ตึ๊กๆๆๆๆ จากในบ้าน ก็ตกใจรีบเปิดออกมาดู อีกแป๊บก็เสียงเดิมดังกว่าเก่า มองหาไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน รู้แต่ว่าอยู่ในบ้าน จนมันร้องต่อว่า ตั๊บแกๆๆ ถึงรู้ว่าเป็นตุ๊กแก ก็โล่งใจหน่อยว่าไม่ใช่ผี

คืนแรกที่นอนกุฏิ ๑ นี้ก็ลองออกไปเดินคนเดียวที่ลานพระสีวลี ก็กลัวๆ แต่ก็พยายามอยู่กับความรู้สึกตัวขณะที่เดิน ตามรู้สึกถึงอาการกลัวที่เกิดในใจ เดินไปเดินมาก็รู้สึกอุ่นใจ ที่อยู่กับความรู้สึกตัว รู้สึกไม่กลัวแล้ว ตอนนั้นก็แอบคิดในใจว่า เราเก่งแล้ว ขจัดความกลัวได้แล้ว

คืนต่อมาฝนตกหนัก ประตูหน้าต่างผนังหลังคาก็สั่นเอี๊ยดอ๊าด ผมก็ปิดไฟนั่งลง เคลื่อนไหวมือ (แนวหลวงพ่อเทียน) ไปจนกว่าจะง่วงถึงจะนอน

     คืนถัดมาก็ฝนตกหนักอีก ก็ทำเหมือนเดิมอีกจนหลับไปอีก แต่คืนนี้ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน มองไปที่ประตูห้องซึ่งเป็นกระจกใส ก็เห็นเงาคนสองคนยืนอยู่หน้าประตู แม้จะไม่ได้เปิดไฟ แต่ก็เห็นอาการว่ากำลังจ้องมาที่ผม ตอนนั้นผมก็ตกใจแบบหลุดโลก ร้องดังลั่น ตัวผมเองจำไม่ได้เลยว่า ตอนนั้นร้องว่าอะไร ร้องนานแค่ไหน ไม่รู้ตัวแบบสุดๆ จนมารู้สึกตัวอีกทีว่า ตัวเองกำลังร้อง ก็รีบหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องไปที่เงาคนที่หน้าประตู ปรากฏว่าเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ผี เป็นคนชื่อพี่เสือ เป็นญาติห่างๆ ของหลวงพ่อ จะมาพักด้วย เลยให้พี่ผู้ช่วยเป็นคนพามา

ผมถามไถ่อาการตัวเองตอนที่ร้อง พี่เค้าบอกว่า เค้าก็กลัวผมเหมือนกัน นึกว่าผีเข้า "ผมร้อง เฮ่ยๆๆๆ" อยู่นาน

จะว่าไป มาคิดดูก็คิดว่าดี ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ไม่งั้นก็คงอัตตาฟูฟ่อง หลงคิดว่าตัวเองเก่ง ไม่กลัวผีแล้ว พอเจอเข้าจังๆ ก็ขาดสติหลุดโลกไปเลย แล้วก็ดีตรงที่ ที่ได้เจอเป็นคนจริงๆ ถ้าไม่ใช่คนก็คงเหวอยิ่งกว่านี้

พอพี่เสือมานอน พอผมปิดไฟนอน พี่เสือก็เปิดไฟฉายขึ้นมา แล้วแสงจากไฟก็ฉายไปที่ตัวแก แต่ไปไม่ถึงหัว ไอ้เราเห็นแล้วก็หวั่นๆ คิดไปว่านี่คนจริงๆ รึเปล่าหว่า มองดูแล้วเหมือนผีหัวขาด (ปรุงแต่งใหญ่เลย)

ก็เลยเอ่ยปากถามว่า นอนเปิดไฟฉายหรอ เค้าก็บอกว่าตาเค้ายังปรับเข้ากับความมืดไม่ได้ พอสักพักพี่เค้าก็ปิดไฟฉาย ผมก็เดาเอาว่าพี่เค้าเองก็คงกลัวผี กลัวความมืด

แต่นอนๆ ไป พี่เค้าก็มาชวนคุย แล้วก็เล่าเรื่องผี ว่าพี่เค้าเคยเจอผีมาแล้วหลายหน แล้วก็เล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง พอเล่าจบไปเรื่องนึง จะเล่าเรื่องต่ออีกเรื่อง ผมก็บอกว่า เอาไว้เล่าต่อพรุ่งนี้แล้วกัน (ไม่อยากฟังเยอะ เดี๋ยวเอาไปปรุงแต่งเยอะไปกว่าเดิม) ก็นอนกันต่อ ซึ่งตอนนั้นฝนก็ยังตกไม่หยุด ก็มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดที่ประตูหน้าต่างผนังหลังคา และที่พื้น ซึ่งผมก็เอะใจว่าคืนก่อนๆ ที่ฝนตกไม่เห็นมีเสียงที่พื้นเลย แถมเสียงที่พื้น ก็ฟังๆ ไปแล้วเหมือนมีคนกำลังเดินอยู่ในห้อง (จิตใจจับเอามาปรุงแต่งสุดๆ) ก็เลยมาเพ่งตามดูลมหายใจจนหลับไป

ตอนกินข้าวเช้าถัดมา พี่เสือก็บอกว่า รู้สึกไหมว่า เมื่อคืนเหมือนมีคนมาเดินในห้องตอนที่เรากำลังนอน ผมก็พยักหน้า แต่ไม่กล้าพูดวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่อ พี่เค้ามานอนแค่คืนเดียวแล้วไป แต่ผมต้องอยู่ต่ออีกสามคืน แต่คืนถัดๆ มา ก็อยู่ได้โดยไม่รู้สึกกลัว ก็นั่งเจริญสติแบบเคลื่อนไหวมือตามปกติแล้วก็นอน

คืนวันสุดท้าย ก็มีพี่ที่มาปฏิบัติธรรมอีกท่าน มานอนด้วยที่กุฏิเดียวกัน ก็บอกเค้าว่ากุฏินี้น่ากลัวนะ มีเสียงตุ๊กแกและเสียงแปลกๆ เยอะ พี่เค้าก็บอกว่าเคยมานอนกุฏินี้ ๓ ครั้งแล้ว มีครั้งนึง พี่เค้านอนๆ อยู่ แล้วรู้สึกเหมือนคนเอามือมาลูบหน้า แต่ลืมตามาก็ไม่มีใคร แต่พี่เค้าก็คิดว่าคงไม่ใช่ผีที่มาร้าย น่าจะเป็นเทวดามาช่วยเตือนให้ตั้งใจปฏิบัติ

ประสบการณ์ตื่นเต้นยามค่ำคืนผมก็มีเท่านี้แหละครับ เอามาเล่าให้ฟังเล่นๆ สนุกๆ




     ช่วงที่อยู่ต่อหลังจากคณะบ้านอารีย์กลับไปแล้ว ก็ได้ใกล้ชิดพระอาจารย์อำนาจมากขึ้น เช้าก็ไปช่วยท่านถือของที่บิณฑบาต และช่วยหิ้วบาตรกลับโรงครัว แล้วก็ช่วยแม่บ้าน จัดแจงเอาอาหารใส่จานไปถวายพระ แล้วก็กินอาหารที่เหลือจากพระฉัน (กับข้าวทุกอย่างมีช้อนกลาง) ทั้งเช้าและเที่ยง

ช่วงสายๆ และบ่ายๆ พระอาจารย์อำนาจก็จะมายืนแนะพระและคนงานว่า ให้ติดอะไรตรงไหนยังไงต่อ ผมก็ช่วยเอาหินและกระเบื้องแปะผนังไปเรื่อย

พระอาจารย์ก็ใจดีกับเรามาก ถ้าไปเดินเจอท่านที่ไหน ท่านก็มักจะมาทักทาย ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมตตาว่า "ต้น เป็นยังไงบ้าง"

ช่วงศุกร์เสาร์อาทิตย์ ที่บ้านอารีย์รุ่น ๒๗ มานั้น ฝนไม่ตกตอนกลางวันเลย งานที่พื้นเจดีย์ชั้นสองเลยไปได้ไวมาก เห็นพระอาจารย์ว่า อีกสักไม่เกินสองอาทิตย์ คงจะให้ขัดพื้นที่ชั้น ๒ แล้ว

แล้วก็มีอยู่วันนึง เดินจงกลมอยู่ในบ้าน ก็มีเศษกระเบื้องหลังคาตกลงมาตรงหน้า ที่ๆ กำลังจะเดินไปพอดี มองขึ้นไปบนเพดาน ณ ตำแหน่งนั้น ก็เห็น ตุ๊กแกตัวบะเร่อ เกาะอยู่ ก็ถ่ายรูปแนบเมล์มาให้ดูเป็นที่ระลึกด้วยครับ

เล่าสู่กันฟังเล่นๆ สนุกๆ
ขอให้ญาติธรรมทุกท่าน เจริญในทางโลกและทางธรรมกันยิ่งๆ ขึ้นไปทุกท่านครับ

ต้น
 
    กลับด้านบน
  Create and Maintained by JitdraThanee Copyright © 2008-2014 All Rights Reserved. Best viewed 1280x800 pixels.  
start Histats: 29 Aug.2010