เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 7

(อ่านต่อจากตอนที่ 6 นะครับ) ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของบทความ (คนอื่น) แล้วครับ

กลับมาถึงเมืองเลห์ ผมนึกถึงวันแรก ๆ ที่อยู่ที่นี่

วันนั้นผมไปเที่ยวพระราชวังเลห์ ป้อมปราการที่ตระหง่านเหนือเนินเขาในเมือง พระลามะชราผู้ดูแลพระราชวัง พาเราเดินผ่านอุโมงค์อันมืดทึบ อับชื้น และอวลไปด้วยฝุ่นที่คลุ้งขึ้นจากพื้นดินที่ถูกย่ำ เมื่อขึ้นไปถึงดาดฟ้า ท่านชี้ให้เราดูเบื้องล่าง บอกว่า

“ดูสิ นี่คือเมืองเลห์”

ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ผมไม่แน่ใจว่าลามะชรารู้สึกอย่างไร เพราะตัวเมืองที่เห็นเบื้องล่างนั้น เต็มไปด้วยแท่งตึกเบียดเสียดแออัด บนถนนรถวิ่งขวักไขว่ แลดูสับสนวุ่นวาย

ทิวทัศน์อีกมุมหนึ่งของเมือง เลห์

เมื่อลงไปเดินในเมืองก็พบว่า สองข้างถนน ตรอกซอกซอย เต็มไปด้วยโรงแรม และเกสต์เฮาส์สำหรับนักท่องเที่ยว บริษัททัวร์ ภัตตาคาร ตลอดจนร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีแขกแคชเมียร์เป็นเจ้าของ ส่วนชาวลาดักนั่งขายผักอยู่บนฟุตบาท ราวกับมาขออาศัยเมืองของคนอื่น

ความจริงเลห์เป็นชุมทางการค้าที่สำคัญของเอเชีย มาแต่โบราณ ด้วยตั้งอยู่บนเส้นทางคาราวานขนส่งสินค้า จากเอเชียกลางสู่อินเดีย ทุกฤดูร้อนเมื่อหิมะละลาย กองคาราวานจากแดนไกล จะรอนแรมผ่านทางด่าน และช่องเขาสูงชันมาสู่ลาดัก เมื่อนั้นตลาดเลห์จะคึกคักด้วยกลุ่มพ่อค้า จากแคว้นซินเกียงของจีน จากเมืองยาร์คาน จากเมืองคาชการ์ จากเตอร์กิสถาน จากแคว้นแคชเมียร์ จากเมืองลาซา-ทิเบต หรือกลุ่มพ่อค้าลาดักเอง สินค้าทั้งหลาย ไม่ว่า ชา เกลือ ผ้าไหม สมุนไพร คราม ขนสัตว์ และทองคำ จะถูกซื้อขายแลกเปลี่ยน ผ่านมือพ่อค้ากลุ่มต่าง ๆ เป็นที่ครึกครื้น

พระลามะ เดินทางไป สปิตอก กอมปา (Spitok Gompa)

กระนั้นลาดักก็มิได้รับผลกระทบใด ๆ มากนัก แม้จะได้รับอิทธิพลจากผู้มาเยือนบ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างช้า ๆ ชาวลาดักสามารถเลือกเฟ้น และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่มาจากภายนอก ให้ผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมของตนได้อย่างดี

ความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ที่ปรากฏให้เห็นในเมืองเลห์ทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นเมื่อกองทัพอินเดีย ยาตราสู่ลาดักเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๒ เพื่อปกป้องเขตแดน จากการคุกคามของจีน และปากีสถาน ถนนลาดยางได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อการคมนาคมขนส่ง กระทั่งปี ค.ศ. ๑๙๗๔ รัฐบาลอินเดียได้เปิดดินแดนลาดัก ให้เป็นเขตท่องเที่ยว อันเป็นนโยบายปักปันลาดัก ให้เข้ามาอยู่ในแผนที่ประเทศอินเดียอย่างถาวร ตามมาด้วยโครงการพัฒนาต่าง ๆ จากรัฐบาลกลาง มีการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ตลอดจนการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคขนานใหญ่

นับแต่นั้นก็เริ่มมีสิ่งก่อสร้างคอนกรีตผุดขึ้นในลาดัก การพัฒนาที่กระจุกตัวแต่ในเลห์ ดึงดูดให้ชาวชนบทอพยพสู่เมืองหลวง เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองถูกแทนที่ด้วยระบบเงินตรา ชาวลาดักรุ่นใหม่ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปใช้ชีวิตแบบตะวันตก ทำงานหาเงิน ยื้อแย่งแข่งขัน ผู้คนเริ่มห่างเหินต่อกัน กองทัพนักท่องเที่ยวนับหมื่นในแต่ละปี เป็นตัวอย่างให้หนุ่มสาวลาดักหันมาใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ใส่แว่นกันแดด และก้าวร้าวขึ้น ทั้งยังเป็นที่มาของขยะพลาสติก เช่นขวดน้ำแร่ ที่ไม่ย่อยสลายจำนวนมหาศาล ประเพณีที่ให้หญิงแต่งงานมีสามีได้หลายคน อันเป็นกลไกควบคุมการเพิ่มประชากร ในท้องที่ทุรกันดารขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ได้เลือนหายไป ครอบครัวสมัยใหม่แบบผัวเดียวเมียเดียว ส่งผลให้ประชากรลาดัก มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

Ladakhi woman
แม่ค้าหญิงชราชาวลาดัก

เฮเลนา นอร์เบอร์ก-ฮ็อดซ์ พำนักในลาดักตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๗๕ จึงรู้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นอย่างดี ดังที่เธอกล่าวไว้ว่า

“ในช่วงเวลาประมาณ ๑๖ ปีนับแต่การพัฒนาได้เข้ามาสู่ลาดัก ข้าพเจ้าได้เฝ้าดูช่องว่างระหว่างคนรวย กับคนจนเพิ่มทวียิ่งขึ้นทุกที ได้เห็นผู้หญิงสูญเสียความเชื่อมั่น และพลังอำนาจของตน ได้เห็นคนว่างงาน ได้เห็นภาวะเงินเฟ้อ และอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น ข้าพเจ้าได้เห็นอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้นเป็นอันมาก ด้วยแรงบีบคั้นจากภาวะทางเศรษฐกิจ และจิตใจ ข้าพเจ้าได้เห็นการแตกสลายของครอบครัว และชุมชน ทั้งยังได้เห็นผู้คน เริ่มเหินห่างออกจากผืนแผ่นดิน ด้วยเหตุว่าการเลี้ยงชีพค่อย ๆ ถูกแทนที่ โดยการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจจากภายนอก”

เพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในด้านลบ เธอได้ริเริ่มโครงการลาดัก (Ladakkh Project) ขึ้น เพื่อมุ่งให้ชาวลาดัก ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมตนเอง และสนับสนุนการพัฒนา ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีองค์กรท้องถิ่นอื่น ๆ ที่ทำงานรณรงค์ ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน

Ladakh toilet
ส้วมหลุมแบบดั้งเดิมของลาดัก

ดังเช่น ขบวนการเพื่อการศึกษา และวัฒนธรรมแห่งลาดัก (SECMOL) อันเป็นขบวนการนักศึกษา ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๘ องค์กรนี้เห็นว่ารากเหง้าของปัญหา อยู่ที่ระบบการศึกษาแผนใหม่ เป้าหมายการทำงานส่วนใหญ่ จึงอยู่ที่นักเรียนนักศึกษา และคนหนุ่มสาว ผู้ที่จะก้าวเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

บ่ายวันหนึ่ง ผมดั้นด้นไปถึงสำนักงานเซคมอล กระทั่งได้พบและพูดคุยกับ โซนัม วังจุก ผู้อำนวยการองค์กรวัย ๓๕ ปี

“นโยบายพัฒนาลาดัก ถูกกำหนดจากคนภายนอก” เขาเริ่ม “ทั้งจากรัฐบาลกลางที่นิวเดลี หรือรัฐบาลท้องถิ่นแคว้นจัมมูแคชเมียร์ ปัญหาก็คือ ใครก็ตามที่เข้ามาพัฒนาลาดัก ไม่ว่าทหาร หรือนักพัฒนา พวกเขาล้วนมาด้วยทัศนคติอันคับแคบ รู้จักแต่การพัฒนาแบบตะวันตกเท่านั้น

“เมื่อเขาเห็นบ้านดินของลาดัก เขาบอกว่าโบราณ เมื่อเห็นส้วมหลุมของลาดัก เขาบอกว่าล้าหลัง แย่ ! บอกว่าบ้านต้องสร้างด้วยคอนกรีต เขานำส้วมชักโครกแบบตะวันตกมาให้เรา แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น ในฤดูหนาวบ้านคอนกรีตหนาวมาก ขณะที่บ้านดินผนังหนาอบอุ่นกว่า ส้วมชักโครกทำให้เกิดมลภาวะกับแหล่งน้ำใต้ดินของลาดัก เมื่ออุณหภูมิติดลบ ๒๐ องศา ส้วมตะวันตกไม่สามารถชักโครกได้ สิ่งสกปรกก็หมักหมมทำลายสุขภาพ ขณะที่ส้วมหลุมแบบเก่า ใช้ได้ดีไม่มีปัญหามาหลายร้อยปีแล้ว

“มันเป็นเรื่องของความแตกต่าง แต่ไม่ใช่ความล้าหลัง เพราะลาดักแตกต่างจากนิวเดลี แตกต่างจากศรีนาคาร์ (เมืองหลวงของแคว้นจัมมูแคชเมียร์) ระบบที่ทำงานได้ดีที่ศรีนาคาร์ อาจจะล้มเหลวที่ลาดัก และสิ่งที่เหมาะสมกับลาดัก ก็อาจไม่เหมาะกับที่อื่น ดังนั้นคุณควรจะเคารพสิ่งที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมในท้องถิ่น แล้วพัฒนาจากรากฐานเดิมให้ดีขึ้น ไม่ใช่โยนของเก่าทิ้งไปหมด นำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา แล้วมันก็ใช้การไม่ได้ นี่คือตัวอย่างของทัศนคติที่คับแคบ

Milking pashmina goats
แพะนมแห่งลาดัก

“เช่นเดียวกับระบบการศึกษาแผนใหม่ ชาวลาดักมีภาษาพูดภาษาเขียนเป็นของตัวเอง แต่นักพัฒนาบอกว่าภาษาของเราล้าหลัง ในโรงเรียนจึงสอนวิชาต่าง ๆ โดยใช้ภาษาอูรดู ภาษาฮินดี หรือภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยครูที่มาจากเดลีหรือแคชเมียร์ ภาษาลาดักเป็นเพียงวิชาเลือก ใครจะเรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ ไม่มีปัญหา ทำให้เกิดปัญหากับเด็ก เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับภาษาเหล่านี้ จึงได้แต่เรียนโดยอาศัยการท่องจำ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของวิชาต่าง ๆ เช่นวิทยาศาสตร์ได้อย่างถ่องแท้

“แล้วพวกครูก็เฝ้าบอกเด็ก ๆ ว่าพวกเธอยากจน ล้าหลัง เด็กจึงเติบโตขึ้นด้วยความคิดว่าตนเองไม่มีค่า คิดว่าลาดักล้าหลัง ภาษาลาดัก เครื่องแต่งกายลาดัก อาหารลาดัก ล้วนแต่ล้าหลัง สิ่งเหล่านี้มีส่วนบ่อนทำลายวัฒนธรรมลาดักอย่างรุนแรง

“งานของเราจึงเน้นที่ระบบการศึกษา เราพยายามสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณค่า มีความหมายต่อเยาวชนลาดัก พยายามให้มีการสอนด้วยภาษาลาดัก มีบทเรียนประวัติศาสตร์ลาดัก แทนที่จะสอนเพียงเนื้อหา ที่เกี่ยวกับแคชเมียร์ หรือเดลีซึ่งไม่มีประโยชน์สำหรับที่นี่เลย”

Ladakhi Woman (cultural uniformity)
หญิงชาวลาดัก กับเครื่องแต่งกายแบบประเพณีดั้งเดิมประจำท้องถิ่น

โซนัมเล่าว่า องค์กรของเขามีบทบาทในการเรียกร้อง เจรจาต่อรองกับรัฐบาล เพื่อปฏิรูประบบการศึกษาลาดัก ให้มีทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งรัฐบาลก็เริ่มเห็นความสำคัญ ปัจจุบันพวกเขากำลังริเริ่มทำหนังสือเรียนภาษาลาดัก ซึ่งยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน

ผมถามว่าลาดักจะเป็นอย่างไรในอนาคต ชาวลาดักจะสามารถรักษาประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนการแต่งกายแบบดั้งเดิม ไว้ได้หรือไม่ โซนัมตอบว่า

“สำหรับผม สิ่งที่สำคัญกว่าอยู่ภายใน ชาวลาดักเป็นคนที่มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นึกถึงส่วนรวมมากกว่าตัวเอง ถ้าคุณเป็นคนอย่างนั้น แต่ไม่ได้แต่งชุดลาดัก ผมก็ไม่คิดว่าความเป็นลาดักลดลงไปเลย แต่ถ้าคุณเป็นคนขี้อิจฉา เห็นแก่ตัว แบ่งเขาแบ่งเรา คิดแต่จะแก่งแย่งแข่งขัน ต่อให้ใส่ชุดลาดักที่ดีที่สุด คุณก็ไม่ใช่ชาวลาดักอย่างแท้จริง

“ผมเชื่อว่าลาดักจะเข้มแข็ง ถ้าระบบการศึกษาของเราดีขึ้น เพราะเด็ก ๆ จะเติบโตขึ้น และสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งไหนดีหรือไม่ดีต่อเขา ถ้าระบบการศึกษาเลว ประชาชนจะอ่อนแอ สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่านักท่องเที่ยว โทรทัศน์ หรือสื่อต่าง ๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ไม่ดีต่อเขาได้ทั้งนั้น ในความเป็นจริง ทุกวันนี้เราไม่สามารถหยุดยั้งนักท่องเที่ยว ทหาร หรือโทรทัศน์ ไม่ให้เข้ามาถึงลาดักได้ เราควรจะปรับปรุงระบบความคิด- การศึกษาของชุมชน แทนที่จะหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มาจากโลกภายนอก”


สองวันบนรถโดยสารขากลับจากเลห์สู่มะนาลี ผมยังคงตื่นตา กับภูมิประเทศรอบตัวดังเดิม แต่ก็ตระหนักดีว่า เทือกเขาหิมาลัยสูงตระหง่าน มิอาจขวางกั้นอิทธิพลจากโลกภายนอก ที่ไหลบ่าสู่ลาดักได้ต่อไป

ในอนาคตลาดักจะเป็นอย่างไร จะยังสามารถดำรงตน เป็นชุมชนอันสงบงาม ผู้คนมีน้ำใจ และมีความสุขจากภายในไว้ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นสังคมบริโภคนิยมอย่างเต็มตัว หรือคลี่คลายไปในรูปแบบอื่น ๆ

ทั้งนี้ก็คงขึ้นอยู่กับชาวลาดักรุ่นใหม่ ที่จะต้องเลือกดูให้ถ่องแท้ว่า สิ่งไหนมีคุณค่าต่อตนเองอย่างแท้จริง


เอกสารประกอบการเขียน

  • เฮเลนา นอร์เบอร์ก-ฮ็อดซ์ เขียน, พจนา จันทรสันติ แปล, อนาคตอันเก่าแก่ กรุงเทพฯ, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, ๒๕๓๗
  • ธารา รินศานต์, ในห้วงหิมาลัย, นนทบุรี, สำนักพิมพ์เจนเดอร์เพรส, ๒๕๓๙
  • รัมปา ล็อบสัง, โอม มณีปัทเม หุม, กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, ๒๕๓๘
  • Prem Singh Jina , Ladakh The Land and the People , New Delhi , Indus Publishing Company, 1996
  • Janet Rizvi, Ladakh Crossroads of High Asia, Delhi, Oxford University Press, 1998
  • Indian Himalaya, Lonely Planet, 2000

ที่มา : www.sarakadee.com/feature/2001/03/ladakh.htm


เอาล่ะครับ! จบไปเรียบร้อยแล้วเนอะ สำหรับการเยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) หะๆ ขอชุบมือเปิบนิดนึงนะ คุณจักรพันธุ์ เขียนบทความได้ดีมากๆ แถมข้อมูลอ้างอิงยังแน่นเปรี๊ยะ แต่ปัญหาของผมสำหรับการนำบทความ (คนอื่น) มานำเสนอต่อก็คือ “การหารูปภาพให้ได้ตรงกับบทความ” หายากพอสมควรครับ เท่าที่หาได้และน่าสนใจก็เท่าที่เห็นกันนี่ล่ะครับ แต่บางรูปที่ผมหาได้ก็ถ่ายออกมาได้สวยมากๆ เลย

คิดว่า…หลังจากผมได้ไปเยือนลาดักจริงๆ การอธิบายโดยสำนวนของผม พร้อมภาพประกอบ (ที่ถ่ายมาเอง) น่าจะแตกต่างไปจากนี้เยอะทีเดียวครับ ส่วนตอนต่อไปในหมวดหมู่นี้ ถ้าผมเห็นว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับลาดักอีก ก็จะมาเล่าให้ฟังกันต่อก็แล้วกันนะ จะมีคนอ่านมั้ยเนี่ย ไม่เห็นมีใคร (กล้า) เข้ามาเม้นท์กันมั่งเล้ย… ;-(

พ่อไก่อู

หนึ่งความคิดบน “เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 7”

  1. โหดูบ้านช่องของเค้าสิคับเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยไหนแล้วอ่ะเนี่ย หลายที่ในโลกนี้ผมว่าก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่เหมือนกัน คับ

ใส่ความเห็น