ช่วงนี้ช่อง “ทีวีไทย” มีรายการหนึ่งที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะระยะหลังๆ ช่วง 3-4 ปีมานี้ ผมให้ความสนใจศาสนาพุทธในเชิงลึกอย่างมาก ถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ครับ และรายการนี้ก็เป็นรายการที่เน้นให้คนดูเล่นกับการแสวงหาคำตอบ ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ๆ ที่น่าจะเป็นตัวแทนหรือ idol ของคนไทย หรือกลุ่มวัยรุ่นไทยอีกหลายๆ คนก็ว่าได้ รายการนี้มีชื่อว่า “พื้นที่ชีวิต” ครับ
รายการมีกำหนดออกอากาศ ทุกๆ วันพฤหัสบดี เวลา 21.10 น. – 22.00 น. ประเดิมตอนแรกด้วยคนเดินเรื่อง ที่เป็นบุตรคนสุดท้องของปัญญาชนสยามอย่าง เสกสรร ประเสริฐกุล และ จิระนันท์ พิตรปรีชา (กวีซีไรท์ ปี พ.ศ. 2532) นอกจากเขาจะเป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี (แนวหลุดกรอบ) และนักแสดงอุ่นๆ หมาดๆ กับบทบาทนายตำรวจคู่ปรับ ในหนัง “อินทรีแดง” ปี 2010 ที่ประกบคู่กับพระเอกดังอย่าง อนันดา แล้ว หนุ่มสิงห์ หรือ “วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” วัย 25 ปี ยังเป็นผู้เปิดประเด็นในตอนแรกของรายการ ด้วยการเดินทางไปสำรวจศรัทธาในประเทศเพื่อนบ้านทั่วทวีปเอเชียกว่า 10 ประเทศ และยังประกาศกร้าวตั้งแต่เริ่มต้นรายการด้วยว่า “ผมไม่ได้ศรัทธาในศาสนาใดๆ” อย่างที่คนไทยจำนวนมากในตอนนี้ ก็ยอมรับกันว่า “เขาก็ไม่มีศาสานา” เช่นกัน ที่เห็นๆ ก็คงมีเพียงการระบุในทะเบียนบ้าน หรือบัตรประชาชนเท่านั้นว่า นับถือ “ศาสนาพุทธ” แต่ในความเป็นจริง อาจไม่มี หรือไม่เคยเข้าใจศาสนาพุทธอย่างถ่องแท้เลยก็ว่าได้ บางคนก็มองเฉไปว่า ศาสนาพุทธเป็นเรื่องงมงาย เป็นเพียงนิยายปรัมปรา ที่ตกแต่งเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ขึ้นมา เพื่อให้คนกลัวบาป และให้มุ่งมั่นทำแต่ความดี หรือพระพุทธเจ้านั้น จะมีตัวตนจริงๆ หรือเปล่า ก็ไม่อาจรู้ได้
แน่ล่ะครับ ผมเองก็คนหนึ่งล่ะ…ที่รู้สึกคลางแคลงใจกับเรื่องนี้มาก่อน แต่ ณ เวลานี้ ผมเข้าใจมากขึ้นแล้วครับ ว่า…ศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่องงมงายอย่างแน่นอน แต่เป็นศาสนาที่เน้นปัญญานำหน้าศรัทธา กล้าท้าทายให้พิสูจน์โดยไม่จำกัดกาล และเป้าหมายของศาสนาพุทธที่แท้จริงก็คือ “การพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง” เพราะศาสนาพุทธไม่ได้มีเป้าหมายแค่ เอาดี เอาสุข เอาสงบ เพียงแค่นั้นหรอกครับ แต่..ถ้าคุณเข้าใจเพียงเท่านี้ ก็คงต้องยอมรับแล้วล่ะครับว่า “คุณรู้จักศาสนาพุทธน้อยเหลือเกิน” เพราะการเอาทั้ง 3 อย่างนี้ คือ “ดี สุข สงบ” ในศาสนาใหญ่ๆ อื่นๆ เค้าก็มีไว้ให้พร้อมอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งคนที่ประกาศตัวว่า “ไม่มีศาสนาเลย” ก็ยังสามารถเป็น “คนดี” ได้อยู่ดี ก็แล้ว…ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?

วรรณสิงห์ กับการเดินทางไปถ่ายทำที่เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย
ผมเองไม่ได้ตามดูจนครบทุกๆ ตอนหรอกครับ (รู้สึกว่าตอนท่องเที่ยวสำรวจศรัทธาในต่างแดนของวรรณสิงห์ ที่เริ่มต้นจากหลวงพระบาง ไปพาราณสี ธรรมศาลา เวียดนาม พุกาม ศรีลังกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และสุดท้ายจบที่กัมพูชา จะมีทั้งหมด 12 ตอน) แต่เท่าที่ได้มีโอกาสดูในหลายๆ ตอน ก็รู้สึกประทับใจครับ และตอนสุดท้ายซึ่งเป็นตอนสรุปของชุดนี้ ก็ไปจบลงที่สวนโมกข์ (เหมือนเตี๊ยมไว้) และเจ้าตัวเองก็ได้สรุปในตอนท้ายสุดด้วย ทำนองว่า “ยังไม่ได้คำตอบ ที่จะทำให้ยึดศาสนาใดๆ เป็นหลักในชีวิตได้อยู่ดี” ถึงแม้จะรู้สึกดีๆ กับที่สวนโมกข์บ้างแล้วก็ตาม
แต่ผมชอบนะ ผมรู้สึกดีที่รายการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่อย่างวรรณสิงห์ ได้แสดงออกทางความคิดของเขาอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ตีกรอบว่า สุดท้ายแล้วต้องลงเอยแบบนั้นๆ หรือถ้าจะพูดให้ชัดๆ ลงไปเลยว่า คนไม่มีศาสนาอย่างวรรณสิงห์ จะต้องยอมรับนับถือศาสนาพุทธในที่สุด (ตาม concept ของรายการ ซึ่งสนับสนุนโดย “หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ” หรือ สวนโมกข์กรุงเทพฯ) ขนาดผมเองยังต้องใช้เวลากว่า 30 ปีเลย ถึงจะพบหนทาง พบครูบาอาจารย์ที่แนะนำถูกต้อง จนสามารถน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาสู่หัวใจได้

ป๊อด โมเดิร์ทด๊อก สนทนากับ ส.ศิวรักษ์ ในตอน "ภูเขาแห่งพุทธะ"
วันนี้ (พฤหัสบดีที่ 28 ต.ค.) รายการ “พื้นที่ชีวิต” ออกอากาศชุดใหม่ ที่ทำต่อจากชุดแรกของวรรณสิงห์ครับ โดยชุดนี้มีชื่อว่า “นี่คือฉัน….นั่นคือโลก” คนเดินเรื่องในตอนแรก คือ ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) นักร้องนำแห่งวง โมเดิร์นด๊อก วงดนตรีสุดแนวในสมัยที่ผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ จนกระทั่งถึงสมัยนี้ ได้เปิดประเด็นสนทนาเรื่อง “ภูเขาแห่งพุทธะ” กับปราชญ์ฝีปากกล้าอย่าง ส.ศิวรักษ์ ดูแล้วให้แง่คิดที่ดีมากๆ เลยครับ ผมชอบใจที่ ส.ศิวรักษ์ พูดถึงความเห็นของท่านพุทธทาสที่ว่า “ควรจะเอาพระพุทธรูปถ่วงน้ำเสียให้หมด เพราะพระพุทธรูปนั้น ขวางกั้นพระธรรม” หรือขวางธรรมะแท้ๆ นั่นเองครับ
ผมเองเคยได้มีโอกาสไปจำวัดอยู่ที่สวนโมกข์ ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2552 ช่วงสั้นๆ อยู่ระยะหนึ่งเหมือนกันครับ กะว่าจะค่อยๆ เล่าในหมวด “สมมุติสงฆ์ ๕๐ วัน” อยู่แล้ว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้โอกาสเล่าให้ฟังซักที (เอาไว้สมองเคลียร์ๆ ก่อน แล้วจะค่อยๆ เล่าให้ฟังแน่นอนครับ) รู้สึกประทับใจหลายๆ อย่าง ที่เป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของสวนโมกข์ครับ (น่าจะเรียกว่าเป็น “สวนโมกข์สไตล์” ได้) แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่ผมยังขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกัน แต่ส่วนที่ผมประทับใจมีหลายเรื่อง ยังไงๆ ขอติดไว้ก่อนนะครับ
นานๆ จะมีรายการที่ท้าทายคนดู เกี่ยวกับศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างงี้ซักที รายการ “พื้นที่ชีวิต” ถือว่าเป็นอีกรายการหนึ่งที่ “คนไม่ค่อยชอบเปิดดูทีวีอย่างผม” ขอเชิญชวนให้เฝ้าติดตามชมกันนะครับ
พ่อไก่อู
No related posts.
รายการมีสาระ หาคนดูน้อยครับเลยอยู่ได้ไม่นาน
ถ้าคิดในแง่ดี อย่างน้อยๆ ก็ยังมีพื้นที่..ให้รายการแบบนี้ได้ใช้เวลาของฟรีทีวีในบ้านเราบ้างนะครับ ไม่งั้น..ก็คงมีแต่รายการบันเทิงที่เอาแต่ปล่อยมุกฮาขี้แตกขี้แตนอย่างเดียวครับ
ชอบรายการพื้นที่ชีวิตมากๆ ดูทุกอาทิตย์เลย
ดูเหมือนตอนนี้ทางรายการเตรียมจัดทำ DVD ออกมาวางจำหน่ายด้วยนะครับ
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก facebook ของทางรายการครับ http://www.facebook.com/LifeExplorerTV
ชอบรายการพื้นที่ชีวิตมากครับ ผมชอบทำบุญเข้าวัดมากๆ เลยชอบดูมากเลย ดูรายการตลอดเลยถ้ามีโอกาส ผมอยากไปออกภาคสนามบ้างจังครับ อยากไปหลายที่ ที่ยังไม่ได้ไป
รายการพื้นที่ชีวิตเป็นรายการที่ดีมาก ดูแล้วได้คิดถึงสัจธรรมแห่งชีวิต ผมอยากไปออกภาคสนามบ้างจัง เพราะผมชอบดูมีสาระและแง่คิดดีมาก
ผมชอบรายการพื้นที่ชีวิตเป็นรายการที่ดีมากเลย ถ้ามีโอกาสผมอยากออกภาคสนามกับพิธีกรบ้างครับ ผมอยากถ่ายทอดแนวทางชีวิตที่บางคนไม่รู้ ให้กับวัยรุ่นสมัยใหม่ได้รู้จักสัจธรรมบ้าง เพราะตอนนี้สังคมโลกในปัจจุบันแย่มากทุกที ผมเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักปล่อยวาง ไม่ต้องเอาชนะกัน ผมไม่รู้จะเขียนอธิบายอะไรได้มากมาย เพราะคนแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน แต่อยากนำแนวทางชีวิตดีๆ ให้คนอื่นได้รู้บ้างครับ อย่ายึดติดอะไรกับชีวิต ในโลกนี้ไม่มีใครถูกหรือใครผิดหรอก ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราคิด **แต่ฝากหาคำตอบให้หน่อยครับว่า สายกลางแห่งชีวิตคืออะไรครับ เพราะแต่ละคนก็บอกว่าตนเองเดินทางสายกลาง แล้วทั้งโลกมีกี่ล้านคนละครับ ถ้าทุกคนบอกว่าเขาเดินทางสายกลางกันทุกคนแล้ว คนไหนละที่เดินทางสายกลางที่ถูกต้อง แล้วสายกลางแห่งชีวิตมีกี่สายกันละครับ ใครรู้บ้าง แล้วสายกลางแห่งชีวิตสายไหนที่ดีที่สุด ก็เลยอยากรู้ว่าเราจะเดินทางสายกลางอย่างไร ******ช่วยหาคำตอบให้หน่อยได้ไหมครับว่า สายกลางแห่งชีวิต อยู่ที่ใคร อยู่ตรงไหนครับ อยู่ที่ใครครับ ใครรู้บ้าง ******ปล.อย่าลืมนะครับ ผมนายชัยณรงค์ นราดิษฐ์ ครับ 086-5486396
คำว่า “ทางสายกลาง” เป็นคำที่มีที่มาจากพระพุทธศาสนา ซึ่งถูกนำมาใช้ในวงกว้างครับ แต่ความหมายเชิงพุทธ ไม่ได้ออกแนว “อย่างสับสน” ว่า..ใครกลาง..? ใครไม่กลาง..? นายเป็นกลางหรือเปล่า..? อย่างนี้ก็ไม่กลางสิ..? เหมือนอย่างที่คนไทยจำนวนมากคิดๆ ๆ ๆ แล้วก็ คิดๆ ๆ จนหัวแทบระเบิด กันหรอกนะครับ เพราะล้วนแล้วแต่คิดไปตาม ฐานของทิฐิมานะของตัวเองแทบทั้งสิ้น โดย..ถ้าเมื่อไหร่ความคิดนั้น เข้ากับทิฐิของตัวเองก็ว่า “กลาง” ถ้าไม่เข้า..ก็ว่า “ไม่กลาง” สุดท้ายก็ตีกัน…
แต่ “ทางสายกลางในเชิงพุทธ” เน้นแต่..เรื่องการปฏิบัติธรรมล้วนๆ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ “ความทุกข์ทางใจดับชนิดไม่มีเหลือ แบบที่จะไม่หวนกลับมากำเริบซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดกาล” ซึ่งเราสมมุติเรียกบุคคล ที่บรรลุสภาวะธรรมเช่นนี้ว่า “พระอรหันต์”
ทางสายกลางแบบพุทธ เน้นการแนะนำไปที่ผู้ปฏิบัติต้องไม่กระทำสุดโต่ง 2 เส้นทาง (ซึ่งพระพุทธเจ้าได้เทศน์โปรดเรื่องทางสายกลางนี้ ให้แก่ ปัญจวัคคีย์ ฟังเป็นครั้งแรก อยู่ในพระสูตรชื่อ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”) มีดังนี้ครับ
1. “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ ปล่อย กาย+ใจ ให้ไหลเผลอเพลินไปในกามคุณ 5 โดยตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อยู่ตลอดเวลา ดังเช่นที่มนุษย์ส่วนใหญ่ (แทบทั้งโลก) เป็นกัน
2. “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การกระทำ กาย+ใจ ของตัวเองให้ลำบาก เดือดร้อน ด้วยการ ทรมาน กาย+ใจ ของตนเองอีกนั่นแหละครับ (ซึ่งผู้ปฏิบัติที่มี “ความอยากดี” แต่เบื้องหลังเป็นการกระทำด้วย “โลภะเจตนา” ซึ่งเป็นชนิดของกิเลสที่ละเอียดประณีตกว่า จะดูกันไม่ค่อยออก นิยมกระทำกันครับ)
“ทางสายกลาง” ก็คือ การไม่กระทำความสุดโต่งทั้ง 2 ด้านนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติล้วนๆ ไม่ได้ให้ความหมาย แบบที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกัน คือ ไม่เลือกข้างไหน ไม่ดี ไม่ชั่ว นี่คือกลางๆ บางคนก็พาลไปถึงว่า “ไม่ทำอะไรเลย” ก็เรียก ทางสายกลาง อย่างงี้..ก็มั่วสุดๆ นั่นแหละครับ
ขอนำพุทธภาษิตบทหนึ่ง ที่กล่าวว่า “พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต แต่..เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ สูงสุดแล้ว พึงสละทั้งอวัยวะและชีวิต เพื่อรักษาธรรมไว้” หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะไม่หวงแหนกายเลย เมื่อพิจารณาใคร่ครวญดีแล้ว เล็งเห็นประโยชน์สูงสุด ก็ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อพระธรรม ครูบาอาจารย์หลายองค์ ยังเคยกล่าวว่า “นิพพานอยู่ฝากตายเท่านั้น”
ขอยกตัวอย่างเรื่องในชาดกให้ฟังอีกหน่อย มีครั้งหนึ่ง…สมัยที่พระพุทธเจ้ายังเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ในชาตินั้นท่านเป็น ฤๅษี เมื่อท่านเล็งเห็นว่า แม่เสือที่กำลังหิวโหยหนัก เพราะอดอาหารมาหลายสัปดาห์ กำลังคิดที่จะกินลูกของตัวเอง เมื่อท่านพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ด้วยความเมตตาที่คนส่วนใหญ่กระทำได้ยาก ท่านจึงคิดที่จะสละชีวิตของตนเองให้เป็นทาน โดยกระโดดลงจากหน้าผา เพื่ออุทิศร่างและเลือดเนื้อของตนเอง ให้เป็นอาหารของแม่เสือที่กำลังหิวโหย แทนที่จะต้องกินลูกของตัวเอง ใช่ครับ..”ท่านฆ่าตัวตาย” แต่เป็นการตายด้วยความเสียสละอย่างสูง ด้วยจิตที่เปี่ยมไปด้วย “มหากุศลจิต” พอสิ้นจากภพนั้น ท่านก็ได้เสวยภพใหม่ ผุดเกิดเป็นเทพบุตรทันที ต่างจากคนคิดฆ่าตัวตายในสมัยนี้ ที่ตกอยู่ภายใต้อารมณ์ฝ่ายโทสะ เป็นแรงผลักดันหลัก เศร้าโศกมาก (ความเศร้า เสียใจ รำพึงรำพัน ความโกรธ ความกลัว ความพยาบาท เป็นอารมณ์ฝ่ายโทสะ เพราะต้องการขับไล่ ต้องการผลักไสออกจากตัวเอง) จนไม่ปรารถนาแม้กระทั่งชีวิต ที่ตนเคยทั้งรักและหวนแหนหนักหนา และหลายคนยังเชื่ออีกว่า “ไม่มีชาติหน้า เกิดหนเดียวตายหนเดียว การตายคือการจบทุกสิ่ง” จิตสุดท้ายก่อนดับ จึงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก หรือ เคียดแค้น ชิงชัง ซึ่งเป็น “อกุศลจิต” ก็ทายได้ไม่ยากหรอกครับว่า ภพต่อไปต้อง “ลงอบาย” (ต่ำกว่ามนุษย์) อย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าท่านก็เคยกล่าวไว้ว่า “อกุศลจิต จะทำให้ไปสู่อบายภูมิ” ซึ่งไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องชาติหน้า หรือไม่เชื่อก็ตาม แต่…ถ้าความจริงแท้ ของมันเป็นยังไง มันก็ต้องเป็นอย่างงั้น อยู่วันยันค่ำนั่นแหละครับ เพราะ “ความจริง” ไม่เคยเปลี่ยน..ไปตามความเชื่อของคุณหรอกครับ
*แต่คนไทยในปัจจุบันนี้ เอาคำว่า “ทางสายกลาง” มาใช้อย่างสะเปะสะปะ เข้ารกเข้าพงเสียมาก ทิ้งห่างจากความหมายเดิมไปไกล..นะครับ
ขอบคุณสำหรับคำตอบที่ผมถามไปมากเลยครับ
ยังมีอีกหลายคำถามเกี่ยวกับศาสนามากมาย ที่ผมไม่เข้าใจ ที่อยากถาม แต่ไม่กล้ารบกวน เอาไว้ให้ผมบวชตลอดชีวิตแล้วก่อน ผมต้องหาทางช่วยเหลือมนุษย์ และแนวทางหลุดพ้นให้กับสัตว์โลกให้ได้ ผมสัญญา ผมมีไรจะเล่าให้ฟังอย่างหนึ่งครับ เกือบทุกวันเลยผมมักฝันเห็นพระสงฆ์ พระพุทธรูป หรือไม่ก็รูปปั้นช้างสีทองนะครับ และยังมีผ้าคลุมช้างด้วย บางครั้งก็เห็นสระบัวดอกบัวมากมาย และก็เห็นตัวเองบวชครับ ฝันเห็นตัวเองบวชน่ะบ่อยมากเลย ผมอยากรู้จังว่าทำไมผมจึงฝันเห็นแบบนี้บ่อยจัง
ถ้าผมพอจะมีความรู้อยู่บ้าง ก็ยินดีจะตอบคุณทุกๆ คำถามครับ แต่ถ้าไม่รู้ก็จะบอกตามตรงว่า “ไม่รู้” นะครับ แต่ที่คุณสงสัยเรื่องความฝันซ้ำๆ ผมเองไม่มีความรู้ครับ ทราบแต่ว่า ความฝันเกิดจากความทรงจำ (สัญญา) และถูกปรุงแต่งด้วยความคิด คือ “สังขาร” อีกต่อหนึ่ง และมีวิญญาณ คือ “ธรรมชาติรู้” เข้าไปรองรับ มันจึงทำงานได้
ซึ่งเราจะเห็นว่า…ความฝัน เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แต่มันก็เกิด เพราะหลังจากที่เราหลับไปแล้ว กายหยาบต้องการการพักผ่อนเป็นระยะเวลานานๆ แต่ “จิต” ไม่มีกล้ามเนื้อ มันพักแป๊บเดียว ก็เริ่มทำงานต่อแล้ว โดยนำ “สัญญา” ที่เราพบในแต่ละวันๆ มาปรุงต่อเป็น “สังขาร” ทำให้เราเห็นภาพ ได้ยินเสียง ในความฝันไปต่างๆ นาๆ โดยไม่ต้องอาศัยตาเนื้อในการดู หูเนื้อในการได้ยินเสียง แต่ก็สามารถเห็นและได้ยิน ในความฝันได้อย่างชัดเจน โดยส่วนใหญ่เรื่องในความฝัน จะไม่ค่อยปะติดปะต่อ แต่จะสะเปะสะปะ เสียมากกว่า ครูบาอาจารย์ท่านว่า ความคิดตอนตื่น กับความคิดตอนหลับ “จิตสังขาร” ทำงานในวิถีเดียวกันเปี๊ยบ แต่ในฝันมันจะสะเปะสะปะ เดี๋ยวเรื่องโน้นที เดี๋ยวเรื่องนี้ที เพราะเราไม่ได้ควบคุม แต่มันเป็นของมันไปเอง ตามเหตุ คือจากความทรงจำ และตามสิ่งที่เราฝังใจ ตอนก่อนจะหลับ
* จริงๆ ถ้าคุณสนใจจะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้บวชก่อน ตอนนี้ก็ศึกษาได้เลยครับ ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่า แล้วยังนำความเข้าใจที่ได้ มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยถ้าหากศึกษาให้ “รู้จริงก่อน” จะเป็นผลดีต่อการบวชในภายหลังอีกมาก
อีกอย่างนะครับ คุณเองจะไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้จริง อย่างที่คุณตั้งใจ ถ้าหากคุณไม่ได้ศึกษาให้ถ่องแท้ จนตัวเอง “รู้จริง” และ “รอด” เสียก่อน ถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณยังว่ายน้ำไม่เป็น และไม่รู้วิธีการช่วยเหลือคนตกน้ำที่ถูกต้องเสียก่อน เมื่อคิดจะไปช่วยคนตกน้ำ (ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก) มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้เลย จริงมั้ยครับ
และหากผู้ปฏิบัติคนไหน ชอบฝึกทำสมาธิ พอจิตสงบได้ระดับหนึ่ง อาจจะเห็น “นิมิต” แปลกๆ พิสดาร มากกว่าที่คุณเห็นอีก แต่ครูบาอาจารย์มักจะสอนว่า “นิมิตส่วนใหญ่ ยังไม่ใช่ของจริง แต่เกิดจากสิ่งที่จิตสร้าง ปรุงแต่งขึ้นมาเองเสียมากกว่า” ท่านจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรือให้ลูกศิษย์ใส่ใจมากเกินควร แต่ท่านจะเน้นสอน “ให้ย้อนกลับมาดู..จิตผู้รู้” ทีกำลังทำงานปรุงแต่ง (สังขาร หรือนิมิต) ที่อยู่ตรงหน้า ในปัจจุบันขณะมากกว่า
ตอนนี้ผมเองก็ยังมีภูมิความรู้ไม่มากครับ คิดว่าคงจะตอบคุณได้ประมาณนี้ อาจจะไม่ตรงกับที่คุณอยากรู้นะครับ
ผมขอออกความเห็นเพิ่มเติมอีกนิด เกี่ยวกับเรื่องความฝันของคุณนะครับ อย่างไรก็ตาม…ผมขอพูดแบบตรงๆ ก็แล้วกันนะ เผื่อว่าใครมีโอกาสได้อ่าน จะได้เห็นมุมมองในอีกแง่หนึ่งบ้าง
ประการแรก : ความฝันที่ปรากฏขึ้นกับคุณบ่อยๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลสำหรับผู้ที่เป็นชาวพุทธทั้งสิ้น (แต่…ถ้าเกิดนับถือศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนา อาจจะงงๆ ว่า “นี่..ไรหว่า..?”) ถ้าคุณใช้ความฝันนี้ ไปในทำนองที่ “เพื่อให้เกิดกำลังใจ” ในการที่จะมุ่งมั่นฝันฝ่าต่ออุปสรรค ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า บนเส้นทางของการปฏิบัติ เพราะหนทางที่มุ่งสู่เป้าหมายของชาวพุทธทุกๆ คน ไม่ง่ายเลยครับ อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า “นิพพานอยู่ฝากตายเท่านั้น”
* ถ้าเป็นดังเช่นประการแรก ผมก็ขออนุโมทนาด้วยครับ เพราะคุณกำลังใช้สัญลักษณ์ที่ปรากฏ ไปในทางกุศล เพื่อน้อมนำไปสู่หนทางที่ตรงประเด็นมากกว่า แต่ถ้าหาก…คุณสำรวจใจ ของตัวเองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว (ต้องมองอย่างซื่อๆ ตรงๆ นะครับ ให้เห็นตัวตนของคุณที่แท้จริงๆ โดยปราศจาก “มายาคติ” ต่างๆ) กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า นิมิตในฝันที่เกิดขึ้นกับคุณบ่อยๆ ทำให้คุณรู้สึกว่า “ตัวเองเปี่ยมไปด้วยบุญญาธิการ” ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เขาไม่ฝันเห็นอย่างคุณ และหากสำรวจลงไปในใจลึกๆ คุณอาจจะนึกดูถูกดูแคลนคนอื่นแถมไปอีกด้วยว่า “คุณเหนือกว่าเขา” (อันนี้ให้สังเกตเอาเองนะครับ ถ้าปรากฏความรู้สึกเช่นนี้ แม้แต่เพียงน้อยนิด ก็ให้นับรวมว่า..เข้าข่ายอยู่ในข้อนี้แล้วล่ะครับ)
หากเป็นอย่าง ประการที่สอง : นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า คุณกำลังถีบตัวเอง ให้ถอยห่างไกลออกจากเป้าหมายเข้าไปทุกทีๆ เพราะการปฏิบัติธรรมแบบพุทธ คือการเจริญปัญญา ด้วยวิธี “รู้ตามความเป็นจริง เพื่อเพิกถอนอวิชชา ที่ฝังนอนแน่นอยู่ภายในจิตใจมาช้านาน” แต่ถ้าการปฏิบัติ หรือทิฐิใดๆ ที่นำไปสู่การพอกพูนมานะ พอกพูนอัตตา “ตัวกู ของกู” มากขึ้นๆ เท่าไหร่ (ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวด้วยนะ) ก็ยิ่งทำให้ถอยห่างออกจากเป้าหมาย ไกลออกไปทุกขณะๆ
ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนให้ผมจำไว้ว่า “จำไว้นะ ธรรมดาที่สุด คือ ดีที่สุด” เพราะนิมิตใดๆ ไม่ว่าจะในยามหลับ หรือในยามตื่น ก็ไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้จริงๆ หรอกครับ มีแต่เพียงการลงมือปฏิบัติเท่านั้น ที่จะพาเราไปสู่ปลายทาง..คือ ที่สุดแห่งทุกข์ได้
โดยในเบื้องแรก การเจริญปัญญา ด้วยการตามรู้ตามความเป็นจริง ที่เราบัญญัติศัพท์เรียกว่า “วิปัสสนา” ที่แปลว่า “การเห็นอย่างวิเศษ” โดยที่ “วิ” แปลว่า “วิเศษ” และ “ปัสสนา หรือ ทัศนะ” ซึ่งมีรากศัพท์เดียวกัน แปลว่า “การเห็น” เมื่อสามารถมองเห็นรูปเห็นนาม ตามความเป็นจริงได้แล้ว ในเบื้องต้น..จะทำให้คุณเข้าใจและยอมรับได้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง มีเกิดแล้วก็มีดับ โดยพอมีเหตุมันก็เกิด พอหมดเหตุมันก็ดับ บังคับไม่ได้จริง” หมุนเวียนของมันไปเช่นนี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ตามใจที่เราชอบ หรือชัง จนในที่สุด “จิต” (ซึ่งเป็นอนัตตา) สิโรราบ โดยยอมรับมันตามความเป็นจริง
* แต่การเห็นในขั้นนี้..ไม่ใช่ด้วยการคิดๆ ๆ ๆ ๆ เอานะครับ เพราะ “ความคิด” ยังเป็น “สังขาร” คือความปรุงแต่งทางจิตชนิดหนึ่ง ยังไม่ใช่ของจริงครับ
และในเบื้องปลายครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า “จะเห็นในสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับ” เมื่อนั้นแหละ..สังสารวัฏก็จะถูกทำลาย ล้มคว่ำลงต่อหน้าต่อตาเลย โดยพระอรหันต์ที่ยังทรงธาตุขันธ์อยู่ ร่างกายก็จะต้องเจ็บ ต้องป่วยไปตามเรื่องตามราวของมันนั่นแหละครับ เพราะ “กายมันก็ต้องเป็นทุกข์” เป็นของธรรมดา ซึ่งเป็นไปตาม “กฎไตรลักษณ์” (คือลักษณะอย่างสามัญ 3 ประการ คือ 1. ไม่เที่ยง เพราะทนอยู่ไม่ได้ 2. เป็นทุกข์ เพราะโดนบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา และ 3. ไม่ใช่ตัวตน เพราะไม่เป็นไปตามใจเรา เราสั่งไม่ได้จริง) แต่..จิตใจของท่านต่างหาก ที่จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกตัณหาใดๆ เข้ามากดดันบีบคั้น ให้ก่อภพก่อชาติอีกตลอดกาล ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังว่า “ภาวะของนิพพาน” เป็นความสุข ชนิดที่เรียกได้ “ปางตายทีเดียว” ครับ
ขอฝากข้อคิดไว้เท่านี้ก่อนนะครับ เพราะยิ่งตอบก็ยิ่งยาว…แฮะ
เคยคิดว่าตัวเองสมาธิสั้นดูรายการต่างๆ ไม่เกินช่วงหายใจ แต่พื้นที่ชีวิตทำให้รู้จักตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบรายการ แล้วก็อิ่มกับรายการดีๆ อึดใจค่อยหลับอย่างมีความสุขทุกพฤหัส อย่าพึ่งไปไหนนะเจ้าพื้นที่ชีวิต
ผมก็ว่างั้นเหมือนกันครับ…
เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบดูรายการทีวีของช่อง “ทีวีไทย” มาก และเคยเปิดผ่านมาดูรายการนี้ยอมรับเลยว่า การดำเนินรายการน่าสนใจดีเพราะพิธีกรเป็นวัยรุ่นด้วยมั้ง ก็เลยรู้สึกว่าเออความคิดทันสมัยดี และตรงกับที่เราคิดเลยเพราะเรายังไม่เข้าใจศาสนาพุทธอย่าแท้จริงหรอก ก็ปฏิบัติตามผู้ใหญ่ไปงั้นแหละ เวลาถามก็ไม่มีใครให้คำตอบที่เข้าใจได้ง่าย
ขอให้รายการนี้อยู่นานๆ นะ
ถ้าสนใจศึกษาคำสอนในศาสนาพุทธ ที่ปรับให้มีความร่วมสมัยทันกับโลกในยุคปัจจุบัน ผมแนะนำให้ทดลองฟังคำสอนของ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ดูนะครับ ศึกษาได้ที่เว็บ http://www.wimutti.net เพราะกว่า 3 ปีที่ผมเองได้ศึกษาคำสอนจากแนวทางของท่านแล้ว ทำให้เข้าใจศาสนาพุทธในแบบพุทธจริงๆ ได้มากขึ้นๆ ทุกวันนี้..ชีวิตผมเปลี่ยนไปในทางที่ดี (จากแต่ก่อนฟุ้งซ่านมั่กๆ) เพราะรู้จักตัวเอง (เห็นความโลภ/โกรธ/หลง ในใจตัวเอง) มากขึ้นนั่นเองครับ ถึงจะยังละกิเลสได้ไม่ขาดสักอย่าง (ยังเป็นปุถุชนสามัญอยู่) แต่ความทุกข์ในใจกลับลดลงกว่าเดิมมาก และเห็นความสำคัญของการรักษาศีล ๕ มากขึ้นๆ แล้วล่ะครับ
ชอบและสนใจรายการนี้มากค่ะ ได้ติดตามดูหลายตอน มีสาระและความรู้มากมาย แถมพาไปเที่ยวต่างประเทศด้วย มีหลายรสชาติจริงๆ พิธีกรก็ถ่ายทอดความคิดได้เยี่ยมมาก ขอคารวะ …. ชอบมากๆ ก็ตอนเด็กวัดชื่อสิงห์ แล้วก็ตอนไปเที่ยวน้ำตกทีลอเรค่ะ
เป็นรายการที่ดีนะคับ ที่ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น และการเป็นอยู่ของคนที่นั่น
ชอบแนวความคิด ความแตกต่าง รู้สึกดีเวลาดู ชอบมากๆ ค่ะ
เจริญพร; เป็นรายการดีทีเดียว เสนอเรื่องราวในมุมมองเห็นสภาวะธรรมให้เห็น ได้แง่คิดอีกมุมจากคนรุ่นใหม่
ชอบรายการ “พื้นที่ชีวิต” มากๆ เลยค่ะ ได้แนวคิดใหม่ๆ ที่จะช่วยให้อยู่บนโลกของความสุขได้อย่างง่ายๆ ได้รู้จักความแตกต่างของชีวิต…ความสุขอยู่ไม่ไกลจากเราเลยจริงๆ ค่ะ ขอบคุณรายการพื้นที่ชีวิตที่แบ่งปันความสุขให้กับใจดวงนี้…
ชอบรายการดีๆ แบบนี้มาก แม้จะเพิ่งมาดูได้ไม่กี่ตอนก็ตาม แต่ก็มาเปิดดูย้อนหลังจากเวบอีกครั้งหนึ่ง คนทำรายการนี้ตั้งใจดีค่ะ นำสาระดีๆ เสนอออกมาในแง่ของสัจจธรรม รวมถึง
ให้ข้อคิดต่างๆ อยากให้รายการแบบนี้ได้รับการสนับสนุน และเผยแพร่ออกไปให้กว้าง
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ และขอให้รายการนี้อยู่นานๆ นะคะ