ช่วงใกล้สิ้นปี ก่อนจะเริ่มต้นปีใหม่อีกครั้ง รับ พ.ศ. 2554 สถานที่หลายๆ แห่งมักจะจัด Event เพื่อเรียกผู้เข้าชมงาน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ที่มักจัดรายการลดกระหน่ำหั่นแหลก แหวกทุกองศา เป้าหมายก็เพื่อดูดสตางค์ในกระเป๋าของคุณ หรือไม่ก็เพื่อระบายสินค้าเก่าค้างสต๊อกออกไป รวมไปถึงร้านรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่างก็เฮละโลสมนาคุณให้กับผู้บริโภคต้อนรับเทศกาลปีใหม่กันเป็นแถวๆ แต่นอกเหนือจากที่ผมกล่าวมาแล้ว ยังมีสถานที่อยู่แห่งหนึ่ง ที่คนไทยหลายๆ คน แทบจะเรียกได้ว่า..ในช่วงปีหนึ่งๆ แทบไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปใช้บริการกันเลย นั่นก็คือ “พิพิธภัณฑ์”
ทำไมล่ะ..? เหตุผลหลักๆ ก็คือ มันไม่น่าสนใจน่ะสิ ก็มีแต่ของเก่าโบร่ำโบราณ นิ่งๆ ทื่อๆ หรือไม่ก็วิชาการสุดๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คงไม่เข้าไปแน่ ไปเที่ยวห้าง เที่ยวสถานบันเทิงสนุกกว่าเป็นไหนๆ นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คนในบ้านเรา มักจะใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนส่วนใหญ่ หมดไปกับกิจกรรมบันเทิง มากกว่าที่จะหาความรู้เพิ่มรอยหยักให้กับสมองก็เป็นได้นะครับ
แต่..เหตุผลเก่าๆ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ที่เราๆ ท่านๆ มักจะคุ้นเคยกันดี คงจะใช้ไม่ได้กับ “มิวเซียมสยาม” (Museum Siam) เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่แล้ว ยังสลัดคราบความเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเดิมๆ อย่างที่เราเข้าใจออกไปจนหมด สู่ยุคใหม่ของการเรียนรู้ ที่เรียกว่า Play+Learn พอรวมกันแล้วได้คำภาษาไทยแบบกระชับๆ ว่า “เพลิน” หรือ การเรียนรู้แนวใหม่ที่ผสมผสานความสนุกสนาน บวกเทคโนโลยีในการนำเสนอแบบ interactive ที่ทันสมัย เข้าไปด้วยนั่นเองครับ
มิวเซียมสยาม เดิมเคยเป็นอาคารหลังเก่าของกระทรวงพาณิชย์ แต่ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แนวใหม่ เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป สนใจประวัติและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มิวเซียมสยาม คลิกได้ที่นี่ www.museumsiam.com ครับ
ที่เกริ่นนำมาซะยาว ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่าน ผมมีโอกาสได้ไปชมมิวเซียมสยามเป็นครั้งแรก แถมได้ไปชมงานกิจกรรมพิเศษที่พิพิธภัณฑ์จัดขึ้น คือ Night at the Museum ตอน หิมพานต์ ซึ่งเป็นการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเวลากลางคืน เท่าที่ทราบ..น่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยนะ โดย Theme ของงานครั้งนี้ก็คือ การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “ป่าหิมพานต์”
ข้างบนเป็นหนังตัวอย่างเพื่อเกริ่นนำผู้ชมก่อนเข้าชมภายในบริเวณงานครับ อ้อ..งานนี้ที่พิเศษอีกอย่างคือ ฟรี! ตลอดงานครับ (ยกเว้นอาหาร) ซึ่งโดยปกติจะต้องเสียค่าเข้าชมภายในห้องนิทรรศการถาวร สำหรับบุคคลทั่วไปคือ 100 บาท ครับ กิจกรรมพิเศษชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำครั้งนี้จัดเพียง 3 คืนเท่านั้นครับ คือวันที่ 17-19 ธันวาคม 2553 ระหว่างเวลา 4 โมงเย็น – 4 ทุ่ม (ที่ผมนั่งเขียนบล็อกอยู่นี้คือวันจันทร์ที่ 20 งานจบไปเรียบร้อยแล้วครับ) นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับการชมพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ในเวลากลางคืนแล้ว ยังมีการเสวนาเรื่อง “หิมพานต์ผ่านงานศิลป์” ที่เพื่อนผม ผศ.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ได้รับเชิญให้ไปเป็นหนึ่งในวิทยากรประจำค่ำคืนนั้นด้วยครับ และตอนประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ก็จะมีการแสดงพิเศษชุด “ครุฑยุดนาค” ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ที่เท้าความถึงเรื่องที่ว่า ทำไม..? พญานาคถึงได้เสียทีแก่พญาครุฑ จนต้องถูกจับกินเป็นอาหารอย่างทุกวันนี้ และการแสดงชุดนี้ยังผสมผสานความร่วมสมัย ทั้งฉาก แสงสี เสียง เครื่องแต่งกายนักแสดง และเพลงดำเนินเรื่อง ที่ใช้ทำนองเพลง Hip Hop โดยมีการใช้สลิงชักรอกตัวพญาครุฑ ให้เหาะขึ้นไปในอากาศ เพื่อแสดงฉากต่อสู้ได้อีกด้วยครับ
ผมเอง..ในงานนี้ ก็มีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากรจำเป็นกับเค้าด้วยสิครับ
เพราะว่าก่อนที่จะมีการแสดงชุด “ครุฑยุดนาค” ในคืนนั้น ทางผู้จัดเตรียมการแสดง ยังไม่พร้อมเรื่องการใส่สลิงให้กับนักแสดง ทำให้ต้องเลื่อนเวลาการแสดงจากที่กำหนดไว้คือ 2 ทุ่มครึ่ง ออกไปอีกกว่าครึ่งค่อนชั่วโมง (ขณะนั้นมีผู้ชมมานั่งจองคิวรอดู จนเต็มสนามไปหมดแล้วครับ) ทางผู้รับจัดงาน จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเชิญ อ.สุวัฒน์ (ซึ่งเสวนาจบไปแล้ว) ให้ขึ้นไปบนเวทีอีกครั้ง เพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับ สัตว์หิมพานต์ โดยคราวนี้ให้นักแสดงที่แต่งตัวเป็นสัตว์หิมพานต์ขึ้นมาโชว์ตัวประกอบการเล่าเรื่องด้วย (จริงๆ เพื่อฆ่าเวลานั่นเองครับ) สุวัฒน์ ก็เลยดึงผมให้ไปเป็นเพื่อนช่วยคุยบนเวทีด้วยอีกแรง ผม..ด้วยอาการ เอ๋อๆ คือ ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก่อน (เพราะตั้งใจมาเป็นแขกชมงานเฉยๆ) ก็เลยต้องออกไปยืนกะเค้าด้วย แก้เก้อไปพลางๆ ด้วยการตอบนั่น ตอบนี่ แล้วแต่พิธีกรและสุวัฒน์จะโยนคำถามมาทางฝั่งผมครับ แต่ความที่ผมเคยผ่านเวทีมาบ้างแล้ว เลยทำให้พอกรุ้มกริ่มๆ เอาตัวรอดไปได้ครับ (มีรูปข้างล่างซึ่งเป็นบรรยากาศในงาน ให้ดูประกอบด้วยครับ)
No related posts.









