ถึงเมืองไทยแล้วครับ

ผมเดินทางกลับมาถึงเมืองไทย ถ้านับถึงวันนี้ก็ครบ 1 สัปดาห์พอดีๆ แล้วครับ (ผมมาถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อตอนเช้ามืดวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2554) หลังจากไปสะบักสะบอม + ทุลักทุเลทัวร์ ที่เมืองแขก อยู่กว่า 2 สัปดาห์

ยอมรับว่าเป็นทริปการเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ที่น่าประทับใจดีครับ เพราะมีทั้งเรื่องสถานที่ที่เราไป (ซึ่งแต่ละที่ ก็ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันสุดๆ) ทั้งเรื่องอาหารการกิน สังคม วัฒนธรรมและลักษณะเฉพาะตัวของคนอินเดีย ทั้งที่ในเมืองหลวงคือ New Delhi เอง และที่หัวเมืองทางตอนเหนือ คือ Ladakh ซึ่งเป็นที่ๆ ผมไปเยือนเป็นเวลามากกว่า 1 สัปดาห์

พอดีผมเป็นคนเดียวในกลุ่ม ที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปติดไปด้วย เดี๋ยวถ้าได้รูปจากเพื่อนๆ ทั้ง 4 คนมาแล้ว ก็จะมาทยอยอัพภาพ + เล่าเรื่องทริปในอินเดียครั้งนี้ของผม ที่น่าสนใจให้ฟังกันไปตามลำดับนะครับ เพราะมีทั้งที่ประทับใจสุดๆ และอ้วกสุดๆ ทั้งจากระหว่างการเดินทางด้วยรถบัส (สุดหฤโหด) เลียบไปบนภูเขาสูงชันนับร้อยลูก ที่ฝั่งขวามือเป็นภูเขาหินที่อุดมไปด้วยฝุ่น และฝั่งซ้ายมือเป็นหน้าผาหรือเหวลึก และสุดๆ กับ “ส้วมแขก” :-$ ที่ถ้าใครไม่เคยเจอด้วยตัวเอง คงรู้สึกได้ยาก….หุหุ

Share

ถึงเวลาเหินฟ้า ลาบางกอกชั่วคราวแล้วครับ

หลังจากเขียนเรื่องเยือนเมืองลาดัก ทิเบตน้อยแห่งอินเดีย (จากบทความคนอื่น) มาให้ได้อ่านกันหลายตอนละ วันนี้ก็ถึงวันที่จะต้องเดินทางกันจริงๆ แล้วล่ะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไงเหมือนกันนะ เพราะอย่างแรกก็คือ “เป็นการเดินทางไปต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมเลย” แต่ไม่ได้ไปแบบหรูๆ สบายๆ อะไรหรอกนะครับ แต่เป็นการเดินทางแบบ “สะบักสะบอมทัวร์” (รุ่นน้องที่นำเที่ยวเป็นคนตั้งชื่อน่ะ…อิอิ) มากกว่า คือไปแบบ Backpacker หรือจะว่าไปแบบ “ซำเหมาทัวร์” ก็ว่าได้ ฮ่าๆๆ

ไม่รู้ว่าเด็กๆ รุ่นนี้ จะรู้จักคำว่า “ซำเหมา” หรือเปล่า? ผมขออธิบายแบบย่อๆ ให้ฟังกันซักนี้สนึงนะครับ

ซำเหมา” เป็นตัวการ์ตูนอมตะที่วาดโดย จางเล่อผิง (張樂平,张乐平) (พ.ศ. 2453 – 2535 รวมอายุ 82 ปี) ซึ่งโด่งดังมาก เมื่อประมาณ 60-70 ปีที่แล้ว (เรียกได้ว่าคนจีนน้อยคนที่จะไม่รู้จักซำเหมา และยังดังไกลมาถึงเมืองไทยอีกด้วย) โดยคาร์แรกเตอร์ของซำเหมา จะเป็นเด็กชายผอมๆ หัวโต ที่มีเอกลักษณ์ที่สำคัญคือ มีผมอยู่บนหัวเพียง 3 เส้นเท่านั้น (คำว่า “ซำเหมา” (三毛) แปลว่า “ผมสามเส้น”) ซำเหมาเป็นเด็กจรจัด ที่ยากจน ข้นแค้น แต่งตัวมอมแมม โกโรโกโส แต่ก็เป็นเด็กฉลาด มีไหวพริบ ใสซื่อ และน่ารัก ที่ต้องใช้ชีวิตด้วยการ ดิ้นรน ต่อสู้ เพื่อเอาตัวรอด ให้ตัวเองได้อิ่มท้องไปวันๆ ในท่ามกลางสังคมเมืองเซี่ยงไฮ้ในยุคนั้น ที่คนยากคนจน โดนกดขี่ข่มเหง โดยคนรวย และชาวต่างชาติ เนื้อหาในการ์ตูน “ซำเหมาพเนจร” จะออกแนวเสียดสี ประชดประชันสังคม เป็นหลัก ถึงจะมีมุกตลกบ้าง แต่ก็เป็นตลกร้าย ที่เศร้าเคล้าน้ำตา

ปัจจุบัน พจนานุกรมคำไทย (แปลไทย) ของ อ.เปลื้อง ณ นคร ได้ให้ความหมายคำ “ซำเหมา” ไว้ว่า ว. แต่งตัวปอนๆ, ขาดแคลนเงินมาก.

Ladakhi children

เด็กๆ ชาวลาดัก

ทริปเยือนลาดักใน 2 สัปดาห์นี้ มีไกด์นำเที่ยวเป็นรุ่นน้อง 2 คน (ตอนนี้เป็นสามีภรรยากันแล้ว จีบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน) ที่เคยผ่านการเรียน ป.โท ที่ “ศานตินิเกตัน” (มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดย ท่านรพินทรนาถ ฐากูร มหากวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย) เป็นเวลา 2 ปี เป็นคนนำทางและกำหนดจุดหมายในการท่องเที่ยวทั้งหมด หะๆ เราไม่เคยไปมาก่อน ก็ต้องให้น้องมันนำทางให้แหละครับ เอาเป็นว่าถ้าหากมีเรื่องอะไรสนุกๆ น่าประทับใจ (และผมอยากเขียน) ก็จะกลับมาเล่าให้ฟังแบบชิวๆ กันใหม่นะครับ ตอนนี้ขอตัวไปแพ็คของต่อ เตรียมตัวสำหรับการเดินทางก่อนนะครับ

พ่อไก่อู

Share

เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 7

(อ่านต่อจากตอนที่ 6 นะครับ) ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของบทความ (คนอื่น) แล้วครับ

กลับมาถึงเมืองเลห์ ผมนึกถึงวันแรก ๆ ที่อยู่ที่นี่

วันนั้นผมไปเที่ยวพระราชวังเลห์ ป้อมปราการที่ตระหง่านเหนือเนินเขาในเมือง พระลามะชราผู้ดูแลพระราชวัง พาเราเดินผ่านอุโมงค์อันมืดทึบ อับชื้น และอวลไปด้วยฝุ่นที่คลุ้งขึ้นจากพื้นดินที่ถูกย่ำ เมื่อขึ้นไปถึงดาดฟ้า ท่านชี้ให้เราดูเบื้องล่าง บอกว่า

“ดูสิ นี่คือเมืองเลห์”

ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ผมไม่แน่ใจว่าลามะชรารู้สึกอย่างไร เพราะตัวเมืองที่เห็นเบื้องล่างนั้น เต็มไปด้วยแท่งตึกเบียดเสียดแออัด บนถนนรถวิ่งขวักไขว่ แลดูสับสนวุ่นวาย

ทิวทัศน์อีกมุมหนึ่งของเมือง เลห์

เมื่อลงไปเดินในเมืองก็พบว่า สองข้างถนน ตรอกซอกซอย เต็มไปด้วยโรงแรม และเกสต์เฮาส์สำหรับนักท่องเที่ยว บริษัททัวร์ ภัตตาคาร ตลอดจนร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีแขกแคชเมียร์เป็นเจ้าของ ส่วนชาวลาดักนั่งขายผักอยู่บนฟุตบาท ราวกับมาขออาศัยเมืองของคนอื่น
Continue reading

Share

เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 6

(อ่านต่อจากตอนที่ 5 นะครับ)

The road to Ladakh amazing

เส้นทางสู่ลาดัก

ผู้จัดการโรงแรมชาวทิเบต อธิบายเส้นทางเดินเท้า จากซัสปาลไปหมู่บ้านอัลชิให้ฟัง พร้อมให้กำลังใจว่าไปไม่ยาก

ผมเดินไปจนสุดเขตหมู่บ้าน ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำอินดัสที่ก้นหุบเขา หลังจากไต่ข้ามช่องเขาสูงชัน ก็พบที่ราบเวิ้งว้างมีแต่กรวดทรายสีน้ำตาล
Continue reading

Share

เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 5

(อ่านต่อจากตอนที่ 4 นะครับ)

ผมกลับไปที่ลานนวดข้าวกลางทุ่ง ของครอบครัวอาม่าเล โซนัม ยูรอน อีกครั้ง งานนวดข้าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว พวกเขาแกะเชือกปลดสัตว์ออกจากหลัก ลูกวัวรุ่น ๆ สีดำตัวดื้อพุ่งทะยานออกมา จนลูกสาวอาม่าเลหนีกระเจิง อาม่าเลเข้าจับลูกวัวพาเดินกลับบ้าน เธอบอกให้เราเดินตามไป

Ladakhi children

เด็กหญิงชาวลาดัก

บ้านของอาม่าเลอยู่ที่เชิงเขา ลักษณะภายนอกเป็นเช่นเดียวกับบ้านหลังอื่น ๆ ที่ปลูกใกล้กัน คอกสัตว์ก่อด้วยหินแยกออกจากตัวบ้าน โชยกลิ่นฉุน และได้ยินเสียงแพะแกะร้องจากข้างใน ตัวบ้านสองชั้นทรงกล่องสี่เหลี่ยม ก่อด้วยอิฐที่ทำจากดินเหนียวตากแห้ง ฉาบทับด้วยดินเหนียวเนื้อละเอียด และปูนขาว ผนังแต่ละด้านเอียงเข้าสู่ด้านในน้อย ๆ บนผนังเรียงรายด้วยหน้าต่างกระจก เหนือกรอบหน้าต่างและประตู มีทับหลังไม้แกะสลัก ส่วนหลังคาแบนราบนั้นใช้เป็นที่ตากผักผลไม้แห้ง เก็บไว้เป็นเสบียงในฤดูหนาว
Continue reading

Share

เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 4

(อ่านต่อจากตอนที่ 3 นะครับ)

Likir Village Ladakh, India

"คุณยาย บาร์เล่ย์" ภาพโดย wizardfish (ชาญวิทย์ พลภักดี)

อีกเกือบชั่วโมงจึงจะถึงเวลารถออกในตอนสี่โมงเย็น แต่เบาะรถโดยสาร ถูกคนวางของจับจองเกือบหมดแล้ว หากช้ากว่านี้อีกนิดเดียวผมคงไม่ได้ที่นั่ง ระยะทาง ๖๐ กิโลเมตรกว่าจะถึงหมู่บ้านซัสปาลไม่ใช่ใกล้ ๆ เสียด้วย

เมื่อรถออกจากท่า ผู้โดยสารชาวลาดักบางคนเริ่มสวดมนต์ และนับลูกประคำ บางคนนำภาพถ่ายทะไลลามะแห่งทิเบตองค์ปัจจุบัน ที่พกติดตัวขึ้นพนมไหว้เหนือศีรษะ ลุงคนหนึ่งหมุนกงล้อมนต์ในมือ หลายคนคุยกันดั่งคนคุ้นเคย

เราทิ้งความพลุกพล่านของเมืองเลห์เอาไว้เบื้องหลัง มุ่งสู่ความเวิ้งว้างของผืนทรายและภูเขา บางช่วงเส้นทางคดเคี้ยว ไต่ระดับเลียบหน้าผา ไม่ผิดกับการเดินทางจากมะนาลีสู่เลห์เท่าไหร่นัก

เกือบหนึ่งทุ่มแต่ท้องฟ้ายังสว่าง ลุงชาวลาดักหันมาส่งยิ้ม แล้วบอกผมเป็นภาษาอังกฤษว่าใกล้ถึงซัสปาลแล้ว ขณะนั้นถนนทิ้งตัวอย่างรวดเร็ว จากยอดเนินลงไปสู่หุบเขา รถวิ่งผ่านสะพานทอดข้ามแม่น้ำอินดัส เบื้องล่างสายน้ำสีเทาตะกั่ว ไหลเชี่ยวแรงเหมือนกำลังเดือดพล่าน
Continue reading

Share

เยือน ลาดัก ผ่านบทความ (คนอื่น) 3

(อ่านต่อจากตอนที่ 2 นะครับ)

จากซาโซม่า รถวิ่งผ่านหมู่บ้านมิรู อุปชิ คารู และทิ๊กเซ่ มาถึงเมืองเลห์ในตอนเย็น ผมได้ที่พักในย่านฉางปา แหล่งรวมเกสต์เฮาส์ราคาถูก คล้ายกับย่านถนนข้าวสารของเมืองไทย

วันต่อมาผมใช้เวลาหมดไปกับการเดินสำรวจตัวเมือง ตลาดเลห์เริ่มคึกคักในเวลาบ่าย ท้องถนนพลุกพล่านด้วยนักท่องเที่ยว และคนพื้นเมืองที่มาจับจ่ายซื้อของ

ความแตกต่างระหว่างคนสองรุ่น ฉายชัดอยู่ที่นี่ หนุ่มสาวลาดักรุ่นใหม่ เริ่มหันมาแต่งกายแบบตะวันตก นุ่งยีนส์ ใส่เสื้อยืด สวมแจ๊กเกต ขณะที่คนมีอายุตั้งแต่รุ่นกลางคนขึ้นไป ยังคงสวมเครื่องแต่งกายตามแบบดั้งเดิม

ชาวลาดักสูงอายุมักมีใบหน้าคล้ำกร้าน เพราะต้องผจญกับแสงแดดรุนแรง และอากาศแห้ง แทบไม่มีความชื้นตลอดทั้งปี แต่พวกเขาก็ดูยิ้มแย้มแจ่มใส สงบเยือกเย็น

พวกผู้ชายที่ยืนคุยกันอยู่บนทางเท้า หรือยืนมุงอยู่ที่แผงขายภาพถ่ายทะไลลามะองค์ปัจจุบัน ล้วนสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ชุดยาวสีน้ำตาลเข้ม เกือบถึงข้อเท้า เรียกว่า “กอชา” ด้านหน้าติดกระดุม ตั้งแต่คอพาดเฉียงมายังด้านข้างลำตัว แล้วใช้ผ้าแพรซึ่งส่วนใหญ่สีชมพู คาดเอวให้กระชับ บางคนห้อยประคำพวงโต

Ladakhi Women
หญิงชาวลาดัก

Continue reading

Share