ชื่อ: อลงกรณ์ (ญ.)
อายุ: ๑๙-๒๕, ปริญญาโท, กรุงเทพฯ
ส่งคำถามเมื่อ: ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔
   

รบกวนถามคุณ จิด-ตระ-ธานี ว่า จุดหักเหของจิตรกรรมแบบแผนไทยประเพณี มาสู่จิตรกรรมไทยร่วมสมัย เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และมีปัจจัยใดบ้าง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ?
 

 
  จิตรกรรมไทยแบบประเพณี ได้ผ่านช่วงระยะเวลาที่รุ่งโรจน์อย่างสุดขีดในสมัยอยุธยา และยังคงรักษาความสง่างามไว้ได้ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยหลังจากรัชกาลที่ ๓ ไปแล้ว ศิลปะไทยแบบประเพณี ได้เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าผันแปรไปเรื่อยๆ ตามอิทธิพลของวัฒนธรรมภายนอก จนในที่สุดความนิยม ในแบบแผนไทยเดิมก็ค่อยๆ เสื่อมลงไป

     แต่... จุดหักเหของจิตรกรรมไทยแบบแผนประเพณี มาสู่จิตรกรรมไทยร่วมสมัย อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ที่ชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ ศาสตราจารย์หนุ่มจากนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี นามว่า คอร์ราโด เฟโรจี (Prof. Corrado Feroci) หรือที่รู้จักกันดีในนาม ศิลป์ พีระศรี ซึ่งได้รับคัดเลือกเพียงผู้เดียวจากรัฐบาลอิตาลี และรัฐบาลสยาม ในจำนวนประติมากรอิตาลี ๒๐๐ คน ให้เข้ามารับราชการเป็นประติมากร นายช่างศิลป์เอกในแผ่นดินสยาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)

     ศจ.ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียนโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๔๓๕ จบการศึกษาจากราชวิทยาลัย "อะคาเดมีแห่งฟลอเรนซ์" (เกียรตินิยมอันดับ ๑) ท่านถูกส่งมารับราชการในสยามประเทศ เมื่ออายุได้ ๓๐ ปี ท่านเป็นผู้วางรากฐาน การเรียนการสอนศิลปะแบบตะวันตก โดยใช้หลักสูตรอะคาเดมีศิลปะ (Academy of Art) ของนครฟลอเรนซ์ และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ต่อมาอีก ๒ ปีเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนศิลปากร และในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๘๖ ได้สถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ผลจากการก่อตั้งสถาบันศิลปะดังกล่าว ได้ผลิตนายช่างศิลป์ จิตรกร ประติมากร และสถาปนิก ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมไทยร่วมสมัย ในยุคแรกเริ่มที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก อาทิ เฟื้อ หริพิทักษ์, แสวง สงฆ์มั่งมี, สนั่น ศิลากรณ์, ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ เป็นต้น และได้ทำให้ศิลปะไทยแบบแผนประเพณี เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ศิลปะไทยร่วมสมัยโดยสมบูรณ์......

     ท่านศาสตราจารย์ถึงแก่กรรม ณ ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๕ ศิริรวมอายุได้ ๗๐ ปี
 
     
   
 ศจ.ศิลป์ พีระศรี อัครศิลปินผู้มีคุณูปการเอนกอนันต์ ต่อวงการศิลปกรรมร่วมสมัยของประเทศไทยมาพอสมควร ก็ขอยกคำนิยามหนึ่ง... ที่ท่านมักจะเน้น แก่บรรดาศิษย์เสมอว่า.......
"
คนเรามิใช่เพียงแต่จะเกิดมา เพื่อกิน นอน และสืบพันธุ์อย่างเดียว เขาจะต้องบริโภคอาหารใจ คือ ศิลปะด้วย ศิลปะทุกรากฝอยใน ๕ แขนง ล้วนผูกพันและข้องเกี่ยวกัน......... ศิลปะเป็นสิ่งที่ยกระดับจิตใจ ของความเป็นมนุษย์อันเลิศให้สูงขึ้น มนุษย์แตกต่างกว่าสัตว์ก็ตรงนี้"