![]() |
ชื่อ: Kanokwan (ญ.) อายุ: ๑๙-๒๕, ปริญญาตรี, กรุงเทพฯ ส่งคำถามเมื่อ: ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ |
![]() |
|||||
๑. อยากทราบลักษณะ และประเภทของสถาปัตยกรรมไทย ๒. อยากทราบลักษณะ และประเภทของประติมากรรมไทย ๓. อยากทราบลักษณะ และประเภทของจิตรกรรมไทย ๔. บทบาทหน้าที่ และคุณค่าของงานทั้ง ๓ แขนงค่ะ ขอรบกวนด้วยนะคะ |
![]()
ไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม ในการก่อสร้างอาคาร ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาช้านาน หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ คือสถาปัตยกรรมใน สมัยเชียงแสนและสุโขทัย อิทธิพลที่ปรากฏอย่างเด่นชัด ของศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนใหญ่รับมาจากอินเดีย และได้พัฒนาไปให้เหมาะกับท้องถิ่น และเชื้อชาติตามยุคสมัย โดยผ่านทางมอญ ศรีวิชัย และขอมกัมพูชา ส่วนที่ผ่านเข้ามาทางตรงก็คือ อิทธิพลทางพุทธศาสนา ทั้งที่ได้ปรับปรุงจากที่อื่น และที่คิดค้นขึ้นเป็นของตนเอง รวมทั้งเป็นตัวอย่างให้ชาติอื่น นำไปปรับปรุงอีกมากมาย สถาปัตยกรรมของไทย ที่นับเนื่องเป็นประวัติศาสตร์นั้น ชนชาวไทยในสุวรรณภูมิได้ทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งกายและใจ ให้กับพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้จากโบราณสถาน ที่พบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนนี้ เช่น พระสถูปเจดีย์ พระปรางค์ และวัดวาอาราม (โบสถ์, วิหาร เป็นต้น) สถาปัตยกรรมไทยอาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑. สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้น ด้วยวิธีการทางสถาปัตยกรรมชั้นสูง มีการตกแต่งอย่างงดงามวิจิตร เช่น อาคารทางศาสนา ปราสาทราชวัง และเทวสถานเป็นต้น ๒. สร้างขึ้นด้วยวิธีการเรียบง่าย เน้นประโยชนใช้สอย และสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือนไทยประเภทต่างๆ เป็นต้น ประติมากรรมไทยส่วนใหญ่ มีจุดประสงค์ในการสร้างขึ้น ด้วยศรัทธาอันแน่นแฟ้นในพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จาก พระพุทธรูป ในสมัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั้น หล่อ หรือแกะสลัก อีกส่วนหนึ่งสำหรับใช้เป็นเครื่องประกอบ ตกแต่งปราสาทราชวังและเครื่องใช้ต่างๆ สำหรับพระมหากษัตริย์ ประติมากรรมไทยแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ คือ ๑. ลักษณะนูนต่ำ (Bas Relief) คือผลงานที่มองได้ด้านเดียว แสดงความตื้นลึกของภาพ โดยมีความสูงต่ำ เพียงเล็กน้อย เช่น ลวดลายปูนปั้นบนสถูป และลายแกะสลักต่างๆ เป็นต้น ๒. ลักษณะนูนสูง (High Relief) สามารถมองเห็นได้ ๓ ด้าน คือด้านหน้า และด้านข้างอีก ๒ ด้าน โดยมีความตื้นลึกที่แตกต่างกันมาก จนเห็นได้ชัดเจน เช่น ลายปูนปั้นบนหน้าบัน ๓. ลักษณะลอยตัว (Round Relief) สามารถมองเห็นได้รอบด้าน เข่น พระพุทธรูป เทวรูป ต่างๆ (พระพุทธรูป และรูปเคารพทางศาสนา เรียกว่า ปฏิมากรรม) รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาด้วย จิตรกรรมไทยแบบประเพณี (Traditional Thai painting) โดยมากเขียนไว้เพื่อจุดประสงค์ ในการประดับตกแต่ง อาคารศาสนสถานและเครื่องใช้ ที่เกี่ยวเนื่องในพุทธศาสนา เช่น ในโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ คูหาในสถูปเจดีย์ คัมภีร์ต่างๆ และบนภาพพระบฏ เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวจากพระไตรปิฎก เช่น พุทธประวัติ ชาดก ไตรภูมิ และอื่นๆ โดยนอกจากจะเป็นไปเพื่อการประดับตกแต่งแล้ว ยังได้เล่าเรื่อง และแสดงธรรมบางประการไว้ด้วย นอกเหนือไปจากการให้ความรู้ความเพลิดเพลินแล้ว จิตรกรรมไทยยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไป ของสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และคติความเชื่อของคนไทยในยุคสมัยต่างๆ สอดแทรกไว้ด้วย จิตรกรรมไทยแบบประเพณี สามารถแบ่งได้ ๓ ยุคสมัยใหญ่ๆ ตามหลักฐานที่ค้นพบ ซึ่งกระจายออกไปตามศาสนาสถานต่างๆ ทั่วประเทศดังนี้ ๑. จิตรกรรมสมัยสุโขทัย พบที่วัดตระพังทองหลาง วัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดศรีชุม ใน จ.สุโขทัย ๒. จิตรกรรมสมัยอยุธยา พบที่วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดพุทไธสวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา วัดใหญ่สุวรรณาราม วัดเกาะแก้วสุทธาราม จ.เพชรบุรี เป็นต้น ๓. จิตรกรรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีหลักฐานหลงเหลืออยู่มากที่สุด เช่นที่วัดสุวรรณาราม พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ วัดทองธรรมชาติ กรุงเทพฯ ที่วัดพระสิงห์ วัดบวกครกหลวง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น ศิลปะทั้ง ๓ แขนงนั้นล้วนสร้างขึ้นเพื่อ เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ผลงานจิตรกรรมฝาผนังจะทรงอยู่ได้ ในสภาพที่ปลอดภัย ก็เนื่องด้วยมีสถาปัตยกรรมปกป้องอยู่ เรามิอาจพรากสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกจากกันได้ หากลวดลายประดับปูนปั้น หรือรูปสลัก ไม่ได้อยู่กับสถาปัตยกรรมเสียแล้ว ย่อมหมดความหมายและคุณค่าของตัวมันเอง เนื่องเพราะเอกภาพ และความสัมพันธ์ของศิลปะทั้งมวลนั่นเอง |
||
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ๒. จีรพันธ์ สมประสงค์, ศิลปะประจำชาติ ศป.๒๓๑ , สนพ.โอเดียนสโตร์, กรุงเทพฯ ๒๕๓๒, ๒๗๒ หน้า |