ชื่อ: อารี วิเชียรสรรค์ (ญ.)
อายุ: ๑๙-๒๕, ปริญญาตรี, พิจิตร
ส่งคำถามเมื่อ: ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔
   

อยากทราบเกี่ยวกับศิลปะสมัยอู่ทอง ?
 

 
  ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา อินเดียซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม อันส่งอิทธิพลให้กับชนชาติต่างๆ ในเอเซียอาคเนย์ (เปรียบเสมือนเมืองเมกกะของชาวพุทธ) ได้เริ่มเสื่อมความสำคัญลง เมื่อราชวงศ์ปาละแห่งเบงกอล (ราชวงศ์นี้นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน) ได้รัศมีดับวูบลงใน พ.ศ. ๑๗๔๐ หลังจากที่เบิกบานอย่างสุดขีดเนิ่นนานถึง ๕ ศตวรรษ จนในที่สุดศาสนาอิสลามได้เข้ามาเป็นใหญ่แทนที่ จึงทำให้ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน ได้สำนึกถึงความเป็นตนของตนเอง และได้เปิดศักราชศิลปะของตนขึ้นใหม่

     เช่นเดียวกับชาวนครต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้ประดิษฐ์ศิลปะของตนเองขึ้นมาแทนที่ โดยพยายามที่จะไม่เอาอย่างของเก่าเลย โดยจะเห็นได้จากตัวลาย ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ ที่ทำให้ตระหนักว่าอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย (ศิลปะแบบทวารวดี) ที่เคยผูกมัดชนชาติในอาณาบริเวณนี้ ได้หลุดลุ่ยออกโดยสิ้นเชิง ดังลายผักกูดที่ปรากฏบนภาพจำหลักนูน ที่ผนังอิฐพระธาตุพนม กับลายจำหลักศิลาที่เขาพระวิหาร (ศิลปะขอมรุ่นเก่า ก่อนอาณาจักรนครหลวง) ได้ตายลงไปอย่างไม่มีโอกาสรื้อฟื้นขึ้นมาอีก และได้เผยโฉมหน้าลายแบบใหม่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปฐมกำเนิดของลายไทยยุคต้นๆ คือ ศิลปะสมัยอู่ทอง ลพบุรี อโยธยา และสุโขทัย ซึ่งศิลปะในยุคเหล่านี้ ต่างคาบเกี่ยว ร่วมสมัย และมีพัฒนาการต่อเนื่องกัน

  ศิลปะอู่ทอง  เป็นรูปแบบของศิลปะไทยยุคแรกๆ ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ ที่เริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว โดยสลัดอิทธิพลจากอินเดีย แต่ยังคงได้รับอิทธิพลครอบงำอย่างเต็มที่ จากศิลปะขอมแบบอาณาจักรนครหลวง (ด้วยในพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๘ อาณาจักรขอมมีความรุ่งโรจน์อย่างสุดขีด จึงเป็นศูนย์กลาง ที่ส่งอิทธิพลไปยังนครต่างๆ ที่ใกล้เคียงจนทั่ว ทำนองเดียวกันกับศิลปะอินเดีย ในยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ปัลลวะและปาละ ที่ส่งอิทธิพลข้ามน้ำข้ามทะเล มาจนถึงแหลมอินโดจีน) จึงทำให้ศิลปะอู่ทองและศิลปะลพบุรีรุ่นแรกๆ มีสำเนียงใกล้ไปทางขอมมากกว่าชาติอื่น
     รูปแบบของศิลปะอู่ทอง สามารถพบได้จาก
๑. ใบเสมาหินทรายสลัก วัดเสลี่ยง จ.พระนครศรีอยุธยา จากลายขมวดเถาไม้เลื้อยแกะสลักที่ฐานใบเสมานี้ เราจะเห็นหลักฐานการปรากฏเค้าของโครงกนก ๓ ตัว ซึ่งต่อมาจะได้รับการพัฒนา จนกลายเป็นลายกนก ๓ ตัวที่สมบูรณ์แบบในสมัยอยุธยา
๒. ลายปูนปั้นประดับภายนอกวิหารวัดไลย์ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นศิลปะสมัยลพบุรีตอนปลาย และร่วมสมัยกับอู่ทองตอนปลาย
๓. ลายจำหลักบนใบเสมาหินทราย ที่วัดขนอน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

ข้อสังเกตพระพุทธรูปแบบอู่ทอง
     เราจะสังเกตได้ว่าพระพุทธรูปแบบอู่ทอง เช่น พระประธาน วัดธรรมิกราชอยุธยา และพระปูนปั้น ที่ซุ้มปรางค์วัดสองพี่น้อง เมืองสรรค์บุรี กับพระอู่ทองรุ่น ๑ ทุกองค์ ที่เรามักเรียกกันว่า เป็นแบบแผนของศิลปะลพบุรี (ศิลปะลพบุรีคือ ศิลปะพื้นเมืองผสมศิลปะขอม) คือ มีพระพักตร์สี่เหลี่ยม คิ้วหักมุมแบบอู่ทองโดยแท้ และลวดลายประดับต่างๆ จะมีลักษณะของศิลปะขอมแบบบายน (พ.ศ. ๑๗๐๐-๑๗๙๐)

     "ได้ความรู้เรื่อง ศิลปะอู่ทอง มาประมาณหนึ่งแล้ว ขอเพิ่มเติมเรื่อง ศิลปะอโยธยา แถมปิดท้ายสักนิดนะครับ"

  ศิลปะอโยธยา คือชื่อสมัยของศิลปะ ที่สามารถใช้เรียกแทน ศิลปะสมัยอู่ทองตอนปลาย หรือลพบุรีตอนปลาย
     ซึ่งเป็นช่วงพัฒนาการที่สำคัญของศิลปะไทย ดังจะสังเกตได้จากพระพุทธรูปในสมัยอโยธยา จะมีพระพักตร์ทรงรูปไข่ พระวรกายผอมบาง เพรียว ซึ่งเป็นจุดอันงามเลิศ ที่จะส่งความสุดยอดให้แก่ ศิลปะสุโขทัย ศิลปะอยุธยาตอนต้น และศิลปะล้านนา ซึ่งศิลปะในยุคดังกล่าวนี้ จัดได้ว่าเป็นศิลปะ Classic ของไทย ซึ่งสามารถพบหลักฐาน ประติมากรรมสมัยอโยธยาได้ที่ พระพุทธรูปปูนปั้น ประดับปรางค์ยอดกลีบมะเฟืองที่วัดศรีษะ เมืองสรรค์บุรี, ปูนปั้นรูปพระอัครสาวกเรียงราย พระเจดีย์รายด้านทิศเหนือ ของวัดมหาธาตุ จ.ลพบุรี และยังมีพระพุทธรูปจำหลักศิลาน้อยใหญ่ นับไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ทำด้วยศิลาทรายขาวและแดง ปรากฏให้เห็นที่พระระเบียง วัดมหาธาตุ จ.ราชบุรี พระระเบียงวัดมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี ที่วิหารหน้าสถูปใหญ่วัดนครโกษา จ.ลพบุรี ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบที่ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดสมณโกฏฐาราม วัดขุนเมืองใจ และวัดมหาธาตุ เป็นต้น

 
     
   
อ้างอิงจาก  น. ณ ปากน้ำ, วิวัฒนาการลายไทย (พิมพ์ครั้งที่ ๓), สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, กรุงเทพฯ ๒๕๓๔, ๓๒๘ หน้า