ชื่อ: บอส (ช.)
อายุ: ๐-๑๕, มัธยมศึกษา, กทม.
ส่งคำถามเมื่อ: ๑๗ มกราคม ๒๕๔๘
   

พี่ครับผมอยากรู้เรื่องของ ทัศนศิลป์ เยอะๆ อ่ะครับ ขอความกรุณาหน่อยนะครับ
 

 
 ทัศนศิลป์ (Visual Art)
        เป็นผลงานการสร้างสรรค์ทางศิลปะเพื่อสนองการรับรู้ทางประสาทตา ประกอบด้วย

 ๑. จิตรกรรม (Painting)
        หมายถึง ผลงานการสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดเส้น ระบายสี เพื่อให้เกิดรูปร่าง รูปทรง ซึ่งในอดีตมักมีลักษณะเป็นงาน ๒ มิติ โดยใช้กระดาษ ผ้าใบ พู่กัน แปรงและสี เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาโดยมีลักษณะทั้ง ๒ มิติ และ ๓ มิติ
        สื่อ สีเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็น สีน้ำ ที่มีลักษณะโปร่งแสง ใช้น้ำผสมระบายลงบนกระดาษ ส่วน สีฝุ่น ต่างกับสีน้ำตรงที่มีคุณสมบัติทึบแสง และอาจจะผสมกาวระบายลงบนพื้นผิวต่างๆ นอกเหนือจากกระดาษ เช่น แผ่นไม้ ผ้าใบ หรือผนังปูน เป็นต้น สำหรับ สีน้ำมัน มีลักษณะคล้ายคลึงกับสีฝุ่น แต่มีความต่างคือ จะต้องผสมด้วยน้ำมัน มีความคงทนถาวรไม่ลบเลือนเมื่อเปียกน้ำ นอกจากนี้ยังมีสีอื่นๆ อีก เช่น ดินสอสี และ สีเทียน เป็นต้น
        ลักษณะ ผลงานจิตรกรรมอาจเป็นแบบเหมือนจริง (Realism) แบบนามธรรม (Abstract) อิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) เอกเพรสชันนิสม์ (Expressionism) เป็นต้น

 ๒. ประติมากรรม (Sculpture)
        หมายถึง ผลงานศิลปกรรม ๓ มิติ ที่เกิดจากการปั้น การแกะสลัก การหล่อ การปะ การเคาะเชื่อมหรือการผสมผสานวิธีต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นต้น
        สื่อ วัสดุที่ใช้ในการสร้างสรรค์งาน ๓ มิติ นั้นขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีการ เช่น การปั้น (Modeling) นิยมใช้ดินเหนียว ปูนพลาสเตอร์ ขี้ผึ้ง ซีเมนต์ เป็นต้น สำหรับวิธีการแกะสลัก (Carving) นิยมใช้ ไม้ ปูน หินอ่อน สบู่ เป็นต้น ส่วนวิธีการหล่อ (Casting) นิยมใช้ ทองเหลือง ทองแดง ทองคำ ปูน เรซิน หรือไฟเบอร์ เป็นต้น ในปัจจุบันผลงานประติมากรรมมีเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ มากมาย วัสดุที่ใช้ก็ไม่จำกัด หรืออาจกล่าวได้ว่าสามารถสร้างสรรค์ได้ด้วยวัสดุทุกชนิด แม้กระทั่ง น้ำแข็ง หรือน้ำ
        ลักษณะ งานประติมากรรมแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ
              ลักษณะนูนต่ำ (Bas Relief) เป็นผลงานที่มองด้านเดียว แสดงความตื้นลึกของภาพโดยมีความสูงต่ำ เพียงเล็กน้อย เช่น เหรียญต่างๆ เป็นต้น
              ลักษณะนูนสูง (High Relief) สามารถมองได้ ๓ ด้าน คือด้านหน้าและด้านข้างอีก ๒ ด้าน โดยมีความตื้นลึกที่แตกต่างกันมากจนเห็นได้ชัด เช่น ผลงานประติมากรรมที่บริเวณฐานโดยรอบของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นต้น
              ลักษณะลอยตัว (Round Relief) สามารถมองเห็นได้รอบด้าน เช่น อนุสาวรีย์รูปบุคคลต่างๆ อาทิ พระบรมรูปทรงม้า (ร.๕) ส่วนพระพุทธรูป ซึ่งเป็นประติมากรรมรูปเคารพทางศาสนา จะใช้คำเรียกว่า "ปฏิมากรรม" แทน ประติมากรรม

 ๓. ภาพพิมพ์ (Printmaking)
        หมายถึง ผลงานศิลปะที่เกิดจากการออกแบบใช้เส้น ลวดลาย สี แสง เงา รูปทรง เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ลงบนแม่พิมพ์ จากนั้นจึงถ่ายทอดแม่พิมพ์ไปสู่กระดาษ หรือพื้นรองรับอื่นๆ ผลงานภาพพิมพ์ยังสามารถทำซ้ำกันได้มากกว่า ๑ ชิ้น ซึ่งแตกต่างจากจิตรกรรม
        สื่อ วัสดุที่ใช้ขึ้นอยู่กับเทคนิคและวิธีการ ซึ่งมีทั้งแม่พิมพ์กระดาษ ไม้ โลหะ หิน เป็นต้น
        ลักษณะ แบ่งได้ตามลักษณะของแม่พิมพ์คือ
              การพิมพ์ผิวนูน (Relief Engraving) สร้างจากแม่พิมพ์ที่แกะหรือขุดเนื้อวัสดุ (ส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดหมึก) ให้ลึกลงไป เมื่อพิมพ์ภาพหมึกจะติดเฉพาะส่วนที่เป็นพื้นผิวเดิม (ส่วนที่ไม่ได้แกะหรือขุดออก) ของแม่พิมพ์ เช่น ภาพพิมพ์แกะไม้ (Wood cut) แม่พิมพ์ยางแกะ (Linocut)
              การพิมพ์ร่องลึก (Intaglio) สร้างจากแม่พิมพ์ที่เป็นโลหะ โดยขุดแม่พิมพ์ให้เป็นเส้นหรือร่องลึก เมื่อพิมพ์ หมึกจะติดจากส่วนที่เป็นร่องลึกของแม่พิมพ์ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับแม่พิมพ์ผิวนูน ภาพพิมพ์ลักษณะนี้มีหลายชนิดต่างกันตามวิธีการ เช่น ภาพพิมพ์ลายแกะเส้น (Line Engraving) ภาพพิพม์จารเข็ม (Drypoint) แม่พิมพ์กัดกรด (Etching) เป็นต้น
              การพิมพ์พื้นราบ (Planography) สร้างจากแม่พิมพ์ผิวเรียบ ไม่มีการขูดขีดแกะสลักใดๆ การพิมพ์ถือหลักว่าไขหรือน้ำมันจะไม่รวมตัวกับน้ำ เมื่อใช้วัสดุผสมไข เช่น สีที่มีไขเขียนภาพลงบนแผ่นแม่พิมพ์ก่อน แล้วทำพื้นให้เปียกน้ำ น้ำจะไม่จับภาพส่วนที่มีไขผสมอยู่ จากนั้นจึงใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งหมึกลงไป หมึกจะจับเฉพาะส่วนที่เขียนไขเท่านั้น แต่เดิมวิธีนี้ช้กับแม่พิมพ์หิน แต่ในปัจจุบันการพิมพ์พื้นราบ นอกจากแม่พิมพ์หินแล้ว ยังมีภาพพิมพ์บนแผ่นสังกะสี บนแผ่นพลาสติก และแผ่นกระจกอีกด้วย
              การพิมพ์ลายฉลุ (Stencil) สร้างจากแม่พิมพ์ด้วยกรรมวิธีง่ายๆ อย่างโบราณ โดยการฉลุแผ่นกระดาษหรือโลหะให้เป็นภาพหรือลวดลาย แล้วพ่นหรือป้ายสีผ่านช่องที่ฉลุลงบนเนื้อวัสดุรองรับ เช่น กระดาษ ไม้ ผ้าใบ หรือแผ่นโลหะเป็นต้น การพิมพ์แบบนี้ต่อมาพัฒนาเป็น วิธีการพิมพ์ผ้าด้วยตะแกรงผ้าไหม (Silk screen)

 ๔. ภาพถ่าย (Photography)
        คำว่า Photography มากจากภาษากรีก ๒ คำ คือ Photos แปลว่า แสงสว่าง และ Grapho แปลว่า เขียน รวมความแล้วจึงหมายถึงการเขียนด้วยแสงสว่าง แต่ในความหมายของการถ่ายภาพหมายถึง กระบวนการที่ทำให้เกิดภาพถ่ายขึ้นบนวัสดุไวแสง ด้วยการให้วัตถุไวแสงนั้นสัมผัสกับแสงสว่างหรือรังสีอัลตราไวโอเลต
        สื่อ กล้องถ่ายรูป ฟิล์ม และเลนส์
        ลักษณะ แบ่งได้ตามลักษณะของการถ่ายภาพในแต่ละประเภทดังต่อไปนี้
              การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Landscape Photography) คือภาพถ่ายที่แสดงความสวยงามของภูมิประเทศ ประกอบด้วย ท้องฟ้า พื้นดิน ทะเล แม่น้ำ ลำธาร น้ำตก ต้นไม้ ไร่นา ภูเขา เป็นต้น
              การถ่ายภาพมีกรอบ คือการถ่ายภาพที่ต้องเน้นสิ่งที่ถ่าย โดยอาจเลือกกรอบภาพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น กรอบประตู หน้าต่าง หรือการสร้างกรอบขึ้นมาเอง โดยทำกระดาษบังหน้าเลนส์ ซึ่งภาพในลักษณะนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนผู้ชมยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
              การถ่ายภาพแบบฉับพลัน (Candour) คือการถ่ายภาพโดยที่ผู้ถ่ายไม่ทันตั้งตัว ซึ่งจะให้ภาพที่แสดงถึงอารมณ์และความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ
              การถ่ายภาพบุคคหรือวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง โดยที่ผู้ชมภาพยังสามารถรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของภาพนั้น คือการถ่ายภาพโดยตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้สูงกว่าความเร็วของสิ่งที่จะถ่าย เช่น นักกีฬากระโดดหมุนตัวบนลานเสก็ต ผลของภาพที่ปรากฎจะเป็นภาพนักกีฬากำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ
              การถ่ายภาพสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวให้พร่ามัว โดยที่ฉากหลังยังชัดเจน คือการถ่ายภาพโดยตั้งความเร็วชัตเตอร์ช้ากว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวเล็กน้อย เช่นการถ่ายภาพรถแข่งที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ผลของภาพที่ปรากฏ จะเห็นเป็นภาพพร่าไหวของรถแข่งที่กำลังวิ่ง ในขณะที่ฉากหลังยังชัดเจน ภาพลักษณะนี้จะทำให้ผู้ชมภาพเห็นถึงความเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง
              การถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง บนฉากที่พร่ามัว คือการถ่ายภาพโดยจะต้องเคลื่อนกล้องตามสิ่งที่เคลื่อนไหวให้อัตราความเร็วสัมพันธ์กัน
              การถ่ายภาพระยะใกล้โดยการโฟกัสจุดที่จะถ่ายให้คมชัดที่สุด คือภาพถ่ายที่ต้องใช้เลนส์พิเศษเพื่อเพิ่มกำลังขยายเข้าช่วย
              การถ่ายภาพซ้อน (Double ex-posure) คือการถ่ายภาพบุคคลเดียวกันให้ปรากฏในภาพหลายๆ ครั้ง บนฟิล์มเดียวกัน
              การถ่ายภาพเงาสะท้อน คือการถ่ายภาพให้มีเงาสะท้อนจากพื้นน้ำ จากกระจกเงา หรือจากวัสดุที่เป็นมันวาวอื่นๆ การถ่ายภาพลักษณะนี้สามารถนำไปผสมผสานกับภาพอื่นเพื่อสื่อความหมาย เช่นภาพถ่ายทิวทัศน์ที่มีเงาสะท้อนจากผิวน้ำ เป็นต้น
              การถ่ายภาพย้อนแสงแบ่งเป็นภาพเงาดำ และภาพแสงหลัง (Back lighting)
            
การถ่ายภาพเงาดำ คือการถ่ายภาพบุคคลหรือวัตถุสถานที่ ให้มีรูปทรงเป็นเงาดำ ภาพจะให้อารมณ์ที่ลึกลับ เหงา ว้าเหว่ เช่น ภาพปราสาท เจดีย์โบราณขณะที่พระอาทิตย์ตก
            การถ่ายภาพแสงหลัง คือการถ่ายภาพย้อนแสง โดยกำหนดให้สิ่งที่ต้องการถ่ายบังจุดกำเนิดแสง ผลของภาพที่ปรากฏจะไม่ถึงเป็นเงามืดสนิทเหมือนภาพเงาดำ แต่ผู้ชมยังสามารถเห็นรายละเอียดว่าเป็นวัตถุอะไร ภาพลักษณะนี้จะให้ความงามในแง่มิติของรูปทรง

 ๕. สื่อผสม (Mixed Medias)
        งานศิลปะแบบสื่อผสมเป็นงานศิลปกรรมสมัยใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะหลายๆ แขนง โดยใช้วัสดุเป็นสื่อรองรับให้เป็นรูปแบบใหม่
        สื่อ ใช้สื่อหลายประเภทผสมผสานกันตามแต่เทคนิค วิธีการ และความประสงค์ของศิลปิน
        ลักษณะ ผลงานสื่อผสมเป็นการผสมผสานระหว่าง จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ โดยมีวัสดุหรือกลวิธีอื่นๆ เข้าไปผสมด้วย จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ

      นอกจากผลงานต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผลงานทัศนศิลป์ยังประกอบด้วยผลงานลักษณะอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ศิลปะการจัดวาง (Installation) และ ศิลปะการแสดง (Performing Art) เป็นต้น

 
     
   
อ้างอิงจาก ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์, การวิจัยทางศิลปะ Research in Arts , สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ด่านสุทธาการพิมพ์, กรุงเทพ ๒๕๔๓. หน้า ๕-๙